27.1.57

ป่วยพาไปพบเห็ดหลินจือ

ป่วยพาไปพบเห็ดหลินจือ
หลินจือ สร้างพลังบำบัด
 โดย เทอดธรรม 


     อยู่ๆ ความเจ็บป่วยก็ย่างกรายเข้าสู่ร่างกายจนเกินที่จะทนได้ ต้องถูกนำพาส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน ปวดหัว ชามือชาเท้า หายใจไม่ทั่วท้อง ร้อนทั้งตัว นับตั้งแต่วินาทีนั้นความสุขที่เคยมีในชีวิตบ้างก็หายไป ต้องกลายเป็นคนป่วย ไม่มีแม้แรงจะเดิน
      พอจะประคองชีวิตออกจากโรงพยาบาลได้ กับมีเพื่อนติดตัวตามมาด้วย คือโรคเบาหวาน ความดัน ไขมันในเลือดสูง ฯลฯ มีซองยาที่ตามมาด้วยเป็นเป้ มองดูซองยาแล้ว ทำให้คิดว่าถ้าจะไม่ตายเพราะความเจ็บป่วยเสียแล้วเรา ตายเพราะยาเป็นแน่แท้   
        จากคนที่เคยมีสุขภาพแข็งแรง แล้วมาสู่การไม่มีแรงแม้จะพูด เหนื่อยทุกขณะของชีวิต แม้นนอนหลับก็ยังฝันว่าทำงาน  เหนื่อยมากเหมือนจะหมดแรง เหนื่อยเหมือนกับวันพรุ่งนี้คงไม่มีสำหรับเรา  เนื่องจากร่างกายเจ็บป่วย ทำให้ใจป่วยไปด้วย ความคิดไม่เคยออกจากกายเลย ถึงแม้จะเคยอ่านหนังสือ เรื่องของกายป่วย แต่ใจไม่ป่วย จะพยายามทำตามแต่พอป่วยจริงกลับทำก็ไม่สำเร็จ 
        ความคิดอย่างนี้คงไม่เกิดขึ้นเฉพาะผม แต่เชื่อว่าหลายๆท่านคงจะมีเช่นเดียวกัน เรียกว่าเอาเข้าจริงทำไม่ได้
         อะไรก็ได้ขณะนั้นที่ทำให้ผมพอมีชีวิตที่เรียกว่ามีความสุขบ้าง ทำทั้งหมด ออกกำลังกาย สวดมนต์ นั้งสมาธิ อ่านหนังสือ หาหนทางให้มีชีวิตรอด      
        แล้วมีวิธีการไหนบ้างที่ใช้รักษาควบคู่กันไปกับการกินยาที่ได้รับจากโรง พยาบาล เผื่ออนาคตข้าหน้าจะลดการใช้ยาแผนปัจจุบันลงได้บ้าง หรืออาจไม่ใช้ต้องเลย(คิดขณะนั้น) ดีกว่าไม่ทำอะไรเลยให้กับชีวีต เป็นทางเลือกให้กับชีวิตบ้าง
        เริ่มเสาะหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต จากหนังสือ เกี่ยวกับแพทย์ทางเลือก ซึ่งมีหลากหลายวิธี ทำให้พอมีความหวังมาบ้าง แล้วสุดท้ายก็มาหยุดอยู่ที่เห็ดหลืน สาเหตุก็เพราะหาทานได้ง่าย มีฐานข้อมูลการรักษาและการวิจัยทั้งในและนอกรองรับ มีผู้ที่ใช้แล้วหายมีตัวอย่างให้เห็น มีผู้มีประสบการณ์การใช้ออกมาให้ความรู้เรื่องเห็ด ทั้งนักวิจัย แพทย์ ผู้ที่รักษาแล้วหาย
        พร้อมๆ กับการใช้เห็ดหลินจือรักษาตัว  การสืบเสาะหาความรู้และรวบรวบความรู้เรื่องเห็ดหลินจือทั้งประวัติ สรรพคุณในการรักษา สารที่มีในเห็ดหลินจือ ก็เริ่มขึ้นและความรู้ที่ได้มาถ้าจะเก็บไว้ประโยชน์คงมีไม่มาก แต่ถ้านำมาบอกกล่าว คงเป็นประโยชน์ได้บางการแกะรอยเห็ด พร้อมกับการใว้เห็ดหลินจือรักษาจึงเริ่มขึ้น เพราะเชื่อในพลังบำบัดของร่างกาย และหลินจือเป็นทางเลือกหนึ่งในการกระตุ้นพลังบำบัดของร่างกาย

        เห็ดหลินจือ (อังกฤษ: Lingzhi) เป็นยาจีน (Chinese traditional medicine) ที่ใช้กันมานานกว่า 2,000 ปี นับตั้งแต่สมัยจักรพรรดิฉิน ซีฮ่องเต้เป็นต้นมา เห็ดหลินจือเป็นของหายากมีคุณค่าสูงในทางสมุนไพรจีน และได้ถูกบันทึกไว้ในคัมภีร์โบราณ “เสินหนงเปินเฉ่า” ซึ่งเป็นตำราเก่าแก่ที่สุดของจีนมีคนนับถือมากที่สุด ได้กล่าวไว้ว่า เห็ดหลินจือเป็น “เทพเจ้าแห่งชีวิต” (Spiritual essence) มีพลังมหัศจรรย์ บำรุงร่างกายใช้เป็นยาอายุวัฒนะใน การยืดอายุออกไปให้ยืนยาว ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง และยังสามารถรักษาโรคต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวาง ชาวจีนโบราณต่างยกย่องเห็ดหลินจืออย่างเหนือชั้น ว่าดีที่สุดในหมู่สมุนไพรจีน นอกจากจะมีสรรพคุณเหนือชั้นกว่าแล้วยังปลอดภัยไม่มีพิษใด ๆ ต่อร่างกาย
       ในสมัยโบราณ กล่าวกันว่า เห็ดหลินจือทำให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรงขึ้น ให้พลังชีวิตมากขึ้น ใช้บำรุงร่างกาย เป็นยาอายุวัฒนะ ทำให้มีกำลัง ทำให้ความจำดีขึ้น ทำให้ประสาทสัมผัสต่าง ๆ ชัดเจนดีขึ้น ส่งเสริมการไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสีหน้าแจ่มใส ชะลอความแก่ ส่วนสรรพคุณอื่นๆที่ได้รวบรวมไว้ได้แก่ รักษาและต้านมะเร็ง รักษาโรคตับ ความดันโลหิตสูง ขับปัสสาวะ ปรับความดันโลหิตทั้งสูงและต่ำ ภาวะมีบุตรยาก การเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ โรคภูมิแพ้ โรคประสาท ลมบ้าหมู เส้นเลือดอุดตันในสมอง อัมพาต อัมพฤกษ์ ปวดเมื่อย ปวดข้อ โรคเกาต์ โรคเอสแอลอี เส้นเลือดหัวใจตีบ ตับแข็ง ตับอักเสบ ปวดประจำเดือน ริดสีดวงทวาร อาหารเป็นพิษ แผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ บำรุงสายตา และความเชื่อดังกล่าว ยังคงสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน
        เห็ดหลินจือได้ถูกบันทึกไว้ว่า มีขึ้นอยู่ตามธรรมชาติมาก กว่า 100 สายพันธุ์ และสำหรับสายพันธุ์ที่นิยมมีสรรพคุณทางยาดีที่สุดคือ กาโนเดอร์ม่า ลูซิดั่ม (Ganoderma lucidum) หรือสายพันธุ์สีแดง
เห็ดหลินจือมีสารโพลีแซคคาไรด์ ซึ่งเป็นสารยับยั้งอาการต่างๆ ข้างต้น เห็ดหลินจือในแต่ละชนิดจะมีปริมาณสารโพลีแซคคาไรด์ในปริมาณที่แตกต่างกัน แต่สายพันธุ์ที่มีสารโพลีแซคคาไรด์มากที่สุด คือ เห็ดหลินจือสีแดง ซึ่งมีงานวิจัยต่างๆ พบว่ามีสารโพลีแซคคาไรด์มากที่สุดในบรรดาเห็ดหลินจือทั้งหมด
        ปัจจุบัน มีผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับ เห็ดหลินจือออกมาจำหน่ายกันเป็นจำนวนมาก การเลือกผลิตภัณฑ์ เห็ดหลินจือแดงควรศึกษาตั้งแต่วิธีการเพาะปลูก ซึ่งเป็นกระบวนการที่สำคัญ เพราะการจะได้เห็ดหลินจือที่มีคุณภาพที่ดีนั้น ตัวเห็ดหลินจือเอง จะต้องได้รับการเพาะเลี้ยงในสภาวะที่เหมาะสม ทั้งในเรื่องความชื้น แสงสว่าง และสารอาหารที่ได้รับ ส่วนขั้นตอนการแปรรูป ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญ เพราะถือเป็นกระบวนการที่จะสกัดสารโพลีแซคคาไรด์จากตัวเห็ดเองออกมาให้ได้ มากที่สุด นอกจากนี้การบรรจุภัณฑ์ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องให้ความสนใจไม่แพ้กัน ควรเป็นบรรจุภัณฑ์ที่สามารถกันความชื้นได้ดี เพราะว่าความชื้นจะทำให้เห็ดหลินจือขึ้นราได้ เนื่องจากเห็ดหลินจือค่อนข้างไวต่อความชื้น
        สำหรับผู้ที่รับประทานหลินจือใหม่ ๆ นั้น อาจจะรู้สึกมึนศีรษะ ปวดเมื่อย ปวดตามข้อ ง่วงนอน ผิวหนังเกิดอาการคัน อาเจียน อาการคล้ายท้องเสีย ท้องผูก มีปัสสาวะบ่อย หรือจะมีผลลักษณะอาการของโรคนั้น ๆ ถือเป็นปฏิกิริยาสะท้อนกลับ อันเป็นเรื่อง ปกติของการบำบัด ด้วยยาสมุนไพรแผนโบราณ เนื่องจากเมื่อตัวยาได้เริ่มเข้าไปบำบัดนั้น จะเข้าไปชะล้างสิ่งที่เป็นพิษ ในร่างกายให้สลายหรือเคลื่อนย้ายขับสารพิษ ออกจากร่างกาย จึงทำให้ร่างกายเกิดอาการผิดปกติดังกล่าว
        ซึ่งเป็นสัญญาณ ว่าร่างกายกำลังฟื้นตัว ไม่ใช่ผลข้างเคียง ดังเช่น สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน เมื่อรับประทานหลินจือแล้วอาจจะมีการ ขับถ่ายน้ำตาล ออกมามากผิดปกติ ส่วนผู้ที่เป็นโรคเก๊าท์อาจเกิดอาการเจ็บปวดมากขึ้น โรคไต หรือผู้ป่วยที่ต้อง ล้างไต จะปวดเมื่อยตามข้อ เท้าจะบวม ร่างกายอ่อนเพลีย ซึ่งอาการเช่นนี้จะเกิดขึ้นระยะเวลาสั้น ๆ เพียง 2-3 วัน หรือประมาณ 1 อาทิตย์ ก็จะกลับสู่สภาพปกติ แล้วแต่สภาพร่างกาย อันแตกต่างกัน ของแต่ละคน ไม่ต้องตกใจ ให้รับประทานหลินจือต่อไป อย่าหยุด หากมีผลทางอาการมาก ให้ลด จำนวนแคปซูลลง เมื่อมีอาการปกติ ให้รับประทานตามคำแนะนำต่อไป สำหรับผู้ป่วยที่กำลัง รับประทานยารักษาที่แพทย์สั่ง ก็สามารถรับประทานหลินจือควบคู่ไปได้

ข้อมูลจาก http://th.wikipedia.org/wiki

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น