10.1.63

รักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวด้วยเซลล์นักฆ่า NK Cell (Natural Killer Cell)

อาหารเป็นยา
       โรคที่เป็นสาเหตุแห่งการเสียชีวิต อันดับต้นๆ ของประเทศไทยนับตั้งแต่ปี 2542 จนถึงปัจจุบัน จะครองอันดับหนึ่งแล้ว คือโรคมะเร็ง ถึงแม้วิทยาการทางการแพทย์ในการรักษาจะก้าวหน้า เพียงใดก็ตามก็ได้เพียงรักษาและชะลอเท่านั้น 
       อะไรเป็นสาเหตุทำให้โรคมะเร็งลุกลามได้มากปานนี้ มีหลากหลายสาเหตุ ร่างกายไม่ได้รับการดูแล การรับประทานอาหาร การขาดการออกกำลังกาย สภาพแวดล้อมในปัจจุบัน  ทำให้ร่างกายทรุดโทรมเร็วก่อนวัยอันควร
        ในทางการแพทย์ก็ไม่ยอม พยายามหาวิธีรักษาให้มากขึ้น การรักษาในปัจุบันมีหลายวิธีทั้งผ่าตัด รังสีรักษา ยาเคมีบำบัด ยาฮอรโมน ยารักษาตรงเป้ารังสีร่วมรักษา การรักษาประคับประคองตามอาการ 
      และหนึ่งในวิธีการรักษาที่กำลังทดลองและหากันนั้นนั้น คือ การรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวด้วยเซลล์นักฆ่า NK Cell (Natural Killer Cell) 
       โดยคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการพัฒนาการรักษามะเร็งด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดเพื่อการเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพแก่ของผู้ป่วยมะเร็งชาวไทย จึงริเริ่มโครงการวิจัยและพัฒนาการรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่มีความเสี่ยงสูงด้วยเซลล์นักฆ่า มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557

      Natural Killer cell หรือ เซลล์นักฆ่า  เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย ซึ่งเซลล์ชนิดนี้เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวส่วนน้อยของเม็ดเลือดขาวทั้งหมดโดยจะมีอยู่ประมาณ 5-10% ของเม็ดเลือดขาวที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย โดยทั่วไปเซลล์นักฆ่าจะมีหน้าที่หลักคือการลาดตระเวนและตรวจตราหาเซลล์แปลกปลอม เซลล์ที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรม หรือ เซลล์ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงจนอาจก่อให้เกิดอันตราย ภายในร่างกาย เมื่อเซลล์นักฆ่าตรวจสอบพบเซลล์ที่มีความเปลี่ยนแปลงหรือกลายพันธุ์ไปซึ่งมักเกิดจากจากการติดเชื้อหรือกระบวนการเปลี่ยนแปลงไปสู่การเป็นเซลล์มะเร็งนั้น เซลล์นักฆ่าจะทำลายเซลล์ผิดปกติดังกล่าวก่อนที่เซลล์เหล่านั้นจะก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายหรือพัฒนาไปสู่การเป็นโรคมะเร็ง
ด้วยความสามารถพิเศษของเซลล์นักฆ่าที่สามารถทำลายเซลล์แปลกปลอมและเซลล์ที่ผิดปกติได้โดยไม่ต้องอาศัยการเรียนรู้แบบเม็ดเลือดขาวชนิดอื่นๆ 
      จึงทำให้นักวิทยาศาสตร์เกิดความสนใจและพยายามศึกษาวิจัยในการนำเซลล์นักฆ่ามาใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง ต่อมานักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่าเราสามารถกระตุ้นและเพิ่มจำนวนเซลล์นักฆ่าภายนอกร่างกายได้ และเซลล์นักฆ่าที่ถูกกระตุ้นและเพิ่มจำนวนภายนอกร่างกายนั้นมีประสิทธิภาพในการทำลายเซลล์มะเร็งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในมะเร็งหลายๆ ชนิด ทั้งมะเร็งก้อนและมะเร็งทางโลหิตวิทยา ทั้งในการศึกษาระดับหลอดทดลองและในสัตว์ทดลอง การค้นพบดังกล่าวจึงทำให้เริ่มมีการศึกษาวิจัยการรักษามะเร็งด้วยเซลล์นักฆ่าในผู้ป่วยมะเร็งที่มีโรคกลับเป็นซ้ำหรือไม่ตอบสนองต่อการรักษามาตรฐาน
        เนื่องจากโดยปกติเซลล์นักฆ่ามีจำนวนน้อยมากในเลือด การจะนำเซลล์นักฆ่ามาใช้ในรักษาผู้ป่วยนั้นจำเป็นจะต้องนำเซลล์นักฆ่าออกมากระตุ้นและเพิ่มจำนวนเสียก่อนโดยจะมีขั้นตอนโดยสังเขปดังนี้กล่าวคือ 1) ทำการเจาะเก็บตัวอย่างเลือดจากผู้ป่วยหรือผู้บริจาค 2) ปั่นแยกเซลล์เม็ดเลือดขาวออกจากเลือด 3) คัดแยกเซลล์นักฆ่าออกจากเม็ดเลือดขาว 4) ทำการกระตุ้นและเพิ่มจำนวนเซลล์นักฆ่า ด้วยอาหารเลี้ยงเซลล์ชนิดพิเศษและโปรตีนไซโตคาย เป็นเวลา 2-3 อาทิตย์ 5) ตรวจสอบคุณภาพของเซลล์นักฆ่าที่ได้ในเชิงปริมาณ คุณภาพ ปลอดจากการปนเปื้อนและปลอดจากเชื้อโรค 6) นำเซลล์นักฆ่าประสิทธิภาพสูงที่ได้กลับไปให้แก่ผู้ป่วย โดยกระบวนการกระตุ้นและเพิ่มจำนวนทั้งหมดนี้จะทำอยู่ภายในห้องปฏิบัติการสะอาดปลอดเชื้อพิเศษ (Clean room) ในแบบที่คล้ายกับการผลิตยา
อย่างไรก็ดีจากการศึกษาวิจัยการรักษาโรคมะเร็งด้วยเซลล์นักฆ่าในระดับการวิจัยทางคลินิกในผู้ป่วยโรคมะเร็งที่มีโรคกลับเป็นซ้ำหรือไม่ตอบสนองต่อการรักษามาตรฐานนั้น กลับพบว่าประสิทธิภาพของการรักษามะเร็งด้วยเซลล์นักฆ่าในกลุ่มโรคมะเร็งก้อนทั้งหมดนั้นยังไม่ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ แต่พบว่าการรักษามะเร็งด้วยเซลล์นักฆ่านั้นมีประสิทธิภาพสูงในการควบคุมโรคและป้องกันโรคกลับเป็นซ้ำในมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดมัยอิลอยด์ โดยเฉพาะการใช้เซลล์นักฆ่าจาก พ่อแม่ พี่น้อง หรือลูกที่มีสารพันธุกรรมตรงกันเพียงครึ่งเดียว
       ได้เริ่มวิจัยและพัฒนาการรักษาเซลล์บำบัดมะเร็งด้วยเซลล์นักฆ่า ตั้งแต่การทดสอบประสิทธิภาพในหลอดทดลอง การทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยในสัตว์ทดลอง การปรับปรุงกระบวนการผลิตและควบคุมคุณภาพของเซลล์นักฆ่าที่นำมาใช้ในผู้ป่วย รวมถึงการพัฒนาห้องปฏิบัติการพิเศษเพื่อผลิตเซลล์สำหรับการวิจัยด้านเซลล์บำบัดสำหรับโรคมะเร็ง
         ซึ่งในปีพ.ศ. 2561 ศูนย์ภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็ง และ สาขาโลหิตวิทยา ฝ่ายอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ได้เริ่มโครงการนำร่องเพื่อศึกษาการรักษาผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่มีความเสี่ยงสูงด้วยเซลล์นักฆ่า โดยได้รับทุนวิจัยและการสนับสนุนเพิ่มเติมจาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ คณะแพทยศาสตร์ และ กองทุนภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็งจุฬาฯ ซึ่งโครงการนำร่องนี้มีจุดประสงค์หลัก 2 ข้อคือ 1) เพื่อประเมินความพร้อมของบุคลากร ไม่ว่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้มีหน้าที่ผลิตเซลล์ ทีมแพทย์และพยาบาล ความพร้อมของห้องปฏิบัติการและเทคโนโลยีสำหรับการเตรียมผลิตเซลล์ที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย เพื่อรองรับการให้บริการแก่ผู้ป่วยชาวไทย 2) เพื่อประเมินความปลอดภัยของการรักษาผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวชาวไทยด้วยเซลล์นักฆ่าจากผู้บริจาค

         ปัจจุบันมีผู้ป่วยร่วมโครงการอยู่ 5 ราย ซึ่งเป็นผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวแบบเฉียบพลันชนิดมัยอิลอยด์ที่มีความเสี่ยงสูง โดยผู้ป่วยทั้ง 5 รายในโครงการนี้ ได้รับการรักษาด้วยเซลล์นักฆ่าจากผู้บริจาคทั้งหมด ซึ่งนักวิจัยประสบความสำเร็จในการกระตุ้นและเพิ่มจำนวนเซลล์นักฆ่าจากผู้บริจาค ให้มีปริมาณและคุณภาพที่ได้มาตรฐานสำหรับการใช้เซลล์จริงในผู้ป่วย ได้แก่ 1) สามารถเพิ่มจำนวนเซลล์นักฆ่าขึ้นมาได้ในระดับที่เพียงพอสำหรับการใช้ในผู้ป่วย 2) เซลล์นักฆ่าที่ได้ไม่มีเซลล์อื่นๆ ปนเปื้อนเกินมาตรฐาน 3) ตัวอย่างทั้งหมดสามารถผ่านมาตรฐานการตรวจควบคุมคุณภาพสำหรับเซลล์ที่จะนำไปใช้ในผู้ป่วย ทั้งในด้าน จำนวนเซลล์ สัดส่วนเซลล์มีชีวิต ความสามารถในการทำลายเซลล์มะเร็ง การไม่พบจุลชีพปนเปื้อน และ ไม่พบการปลอมปนของ endotoxin (พิษจากเชื้อแบคทีเรีย)
โดยในปี 2562 นี้ทางโครงการมีความตั้งใจจะเริ่มดำเนินโครงการต่อเนื่องเพื่อศึกษาประสิทธิภาพของการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวที่มีความเสี่ยงสูงด้วยเซลล์นักฆ่าในลำดับต่อไป

     สำหรับในเรื่องการดูแลรักษา  นอกจากที่กล่าวมาก็ยังมีการรักษาแบทางเลือกที่หลากหลายวิธี ที่สอดคล้องกันในหลายเรื่อง ทั้งสมุนไพร อาหาร 
     การรักษาด้วยหลินจือบำบัด เป็นวีธีการหนึ่งที่เรารูจักกันดี หลินจือเป็นอาหาร หลินจือมีสารอาหารที่เป็นที่โปรดปรานของ เซลล์เม็ดเลือดขาว รวมทั้งเซลล์นักฆ่า เมื่อเขาแข็งแรง เขาก็มีพลังในการปกป้องที่อยู่เขา คือ ร่างกาย
     กินอาหารให้เป็นยา

หนึ่งในประสบการณ์ผู้ที่ใช้หลินจือกาโน รากและดอก 6 สายพันธุ์บำบัด 



อ้างอิง https://www.md.chula.ac.th


1.11.62

สกาโน ว่านปลาไหลเผือก

สกาโน ว่านปลาไหลเผือก
สกาโน ว่านปลาไหลเผือกผสมเห็ดหลินจือ

สกาโน เป็นการรวมเอาสมุนไพรที่มีสรรพคุณทางยา และนิยมมาแต่โบราณคือ สมุนไพรว่านปลาไหลเผือก (Tongkat Ali) หรือมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Eurycoma Longifolia Jack ผสมเข้าด้วยกันกับหลินจือซึ่งรู้จักกันในนามของ ราชาสมุนไพร
สารที่มีคุณสมบัติออกฤทธิ์ทางยาใน สกาโน
1) สารออกฤทธิ์ทางยาใน หลินจือ  (Ganoderma Active Ingredients)
  สารอะดีโนซีน (Adenosine)
  - ช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอล และไขมัน
  - ช่วยให้การหมุนเวียนของโลหิตดีขึ้น อันเป็นการลดความเสี่ยงกับการเกิดเส้นเลือดอุดตัน
  - ปรับความสมดุลอัตราการเผาผลาญอาหารในร่างกาย และทําให้ร่างกายสดชื่นมีพลัง
  สารไตรเตอร์ปินอยด์ส (Triterpenoids)
  - เสริมสร้างระบบการย่อยอาหาร
  - เพิ่มภูมิคุ้มกันต่อต้านการแพ้
  - ช่วยลดคอเลสเตอรอล และไขมัน
2) สารออกฤทธิ์ทางยาใน สมุนไพร ว่านปลาไหลเผือก (Tongkat ALI Active Ingredient)
  - เพิ่มพลังงาน และความแข็งแรง
  - ปรับปรุงระบบการหมุนเวียนของโลหิต
  - ฟื้นฟูระบบประสาท
  - สร้างภูมิคุ้มกันโรค
  - ซ่อมแซมการทํางานของระบบความหิว และการย่อยอาหาร
  - ลดไข้ ดับพิษร้อน ตัดพิษไข้ รักษาไข้จับสั่น
  - ลดอาการอักเสบ
  - คลายเส้นเอ็น ฟื้นฟูไขข้อเสื่อม
  - บำรุงไต บำรุงเลือด
  - เสริมการออกฤทธิ์กับหลินจือ
สรรพคุณของ สกาโน
  - ช่วยคลายพิษร้อน และช่วยถอนหรือตัดพิษไข้
  - เสริมสรรพคุณหรือออกฤทธิ์ทางยา เมื่อรับประทานร่วมกับหลินจือรากและดอก
  - ลดอาการเกิดปฏิกิริยาของโรค
  - คลายเส้นเอ็น
  - ฟื้นฟูไขข้อเสื่อม
  - บำรุงไต บำรุงเลือด
  - ฟื้นฟูสมรรถนะทางเพศ

ที่เป็นข่าวฮือฮากัน ในไทยรัฐออนไลน์ (22 มิ.ย.60)พาดหัวข่าวทำให้หลายๆสอบถามและหาซื้อกันให้วุุ่นไปหมด ว่า

"ปลาไหลเผือก' สมุนไพรพื้นบ้าน ช่วยเจ้าโลกปึ๋งปั๋ง เทียบเท่าไวอากร้า"

โดยจะขอยกข่าวที่นำเสนอมาทั้งหมดให้ท่านได้พิจ่ารณาดังนี้

ฮือฮา วิจัยพบสมุนไพรพื้นบ้าน "ตงกัตอาลี" หรือ "ปลาไหลเผือก" สกัดทำยาปลุกเซ็กซ์ ช่วยเจ้าโลกเด้งปึ๋งปั๋งได้ ภายใน 15 นาที ฮิตในกลุ่มชายแดนใต้-ประเทศเพื่อนบ้าน จนปลูกกันแทบไม่ทัน นักวิจัยหวั่นพืชประจำถิ่นสูญพันธุ์เร็ว ด้านศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร เร่งรวบรวมองค์ความรู้ภูมิปัญญาแพทย์พื้นบ้านหลากแขนง

จากการประชุมวิชาการทางมานุษยวิทยา ครั้งที่ 12 อยู่ดี กินดี มีสุข มิติทางสังคมและวัฒนธรรมของสุขภาพ ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. นายพีรพน พิสณุพงศ์ ผอ.ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (ศมส.) กล่าวว่า ศมส.ได้จัดประชุมวิชาการดังกล่าวขึ้นระหว่างวันที่ 21-23 มิ.ย. เพื่อนำเสนอผลงานวิจัยที่นักวิชาการที่สะท้อนมุมมองเกี่ยวกับวิถีความเป็นคนที่จะส่งผลต่อการอยู่ดี มีสุข ของประชาชนมากกว่า 60 เรื่อง

โดยในการประชุมดังกล่าวตนได้พบงานวิจัยที่น่าสนใจ เรื่อง ปลาไหลเผือก : จากสมุนไพรป่าสู่ "ยา" ปลุกเซ็กซ์ ซึ่งนำเสนอโดยนายชัชชล อัจนากิตติ นักศึกษาปริญญาโทคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)

นายพีรพน กล่าวต่อว่า งานวิจัยดังกล่าว พบว่า พืชสมุนไพรป่าชนิดนี้ คือ สมุนไพรปลาไหลเผือก เป็นที่ขึ้นชื่อในท้องถิ่นภาคใต้ของประเทศไทย มีชื่อว่า "ตงกัตอาลี" และได้รับความนิยมนำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสมรรถภาพทางเพศ หรือ ยาปลุกเซ็กซ์ โดยมีวางจำหน่ายทั่วไปในท้องตลาดและเป็นที่นิยมในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้และในประเทศมาเลเซีย โดยสมุนไพรปลาไหลเผือก ถือว่าเป็นสมุนไพรหายากที่หมอพื้นบ้านนำมาใช้รักษาโรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ใช้รากมาต้มถ่ายพิษต่างๆ ถ่ายพิษไข้ แก้ไข้ รักษามาลาเรีย ความดันเลือดสูง อัมพาต รวมทั้งมีฤทธิ์กระตุ้นความรู้สึกทางเพศ ซึ่งเป็นการพิสูจน์ได้ว่า กระบวนการพัฒนาสมุนไพร ซึ่งเป็นศาสตร์โบราณ สามารถนำไปสู่กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่นำไปสู่พัฒนาให้เป็นยาปลุกเซ็กซ์ได้

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเรื่องวัฒนธรรมอาหารการกิน และยารักษาโรค ของคนได้เปลี่ยนแปลงไปมาก โดยเฉพาะองค์ความรู้พื้นบ้านเกี่ยวกับยาสมุนไพรไทย ความเชื่อเกี่ยวกับการรักษาโรคทางใจ ตำรายาโบราณ การรักษา พิธีกรรมนั้น เกือบจะสูญหายไปจากวิถีชีวิต ดังนั้น ศมส. จึงเร่งรวบรวมองค์ความรู้ ภูมิปัญญาแพทย์พื้นบ้านทุกแขนงเอาไว้ เพื่อป้องกันการนำไปใช้ในทางที่ผิดเพี้ยนควบคู่ไปด้วย
ด้าน นายชัชชล กล่าวว่า ตนได้ทำวิจัยเชิงคุณภาพเรื่อง ปลาไหลเผือก : จากสมุนไพรป่าสู่ "ยา"ปลุกเซ็กซ์ โดยเก็บข้อมูลระหว่างเดือนธ.ค.2559-พ.ค. 2560 โดยใช้วิธีการสอบสัมภาษณ์จากพรานป่า หมอพื้นบ้าน ชาวบ้าน ในพื้นที่จังหวัดสงขลาและปัตตานี พบว่า สมุนไพรป่าปลาไหลเผือกในอดีตนั้น หมอแพทย์แผนไทยพื้นบ้านในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะนำรากมาต้มเพื่อดื่มแก้ไข้ หรือดองในน้ำผึ้ง เพื่อใช้บำรุงร่างกาย ที่สำคัญยังมีการค้นพบสารยูรีโคมาโนล (Eurycomanol) ที่ช่วยเพิ่มฮอร์โมนเพศชาย ช่วยให้เลือดลมหมุนเวียนดี

กาแฟสกาโน ผสมว่านปลาไหลเผือก เห็ดหลินจือ โสม
                          สนใจสั่งซื้อ GANOLOVE

ปัจจุบันจึงมีการนำสมุนไพรป่าปลาไหลเผือก พัฒนาสกัดเป็นผลิตภัณฑ์แคปซูลยาปลุกเซ็กซ์เป็นจำนวนมาก มีสรรพคุณ เทียบชั้นเท่าไวอากร้า หรือเป็นกาแฟไว้สำหรับชงดื่มได้รับความนิยมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างมาก

นายชัชชล กล่าวต่อไปว่า ผู้วิจัยได้สอบถามกลุ่มชายที่ใช้สมุนไพรสกัดดังกล่าว พบว่า กลุ่มตัวอย่างบางส่วนระบุว่า ช่วยเสริมให้อวัยวะเพศแข็งตัวปึ๋งปั๋งได้ภายใน 15 นาที บางส่วนระบุว่า ทำให้เลือดลมเดินดีขึ้นทำให้สมรรถภาพทางเพศดีขึ้น

ส่วนกลุ่มตัวอย่างที่เป็นพรานป่า หมอพื้นบ้าน ชาวบ้าน ระบุว่า ปัจจุบันสมุนไพรป่าปลาไหลเผือกลดลงอย่างรวดเร็ว จากความต้องการบริโภคที่นำไปสกัดเป็นยาปลุกเซ็กซ์ ที่มีขายอย่างแพร่หลายตามเว็บไซต์ต่างๆ และในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ รวมถึงหาพืชสมุนไพรชนิดนี้ยากขึ้น โดยพรานป่า หมอพื้นบ้าน ชาวบ้าน แก้ปัญหาด้วยการนำมาเพาะในหมู่บ้านแทนก่อนที่จะสูญพันธุ์และหมดไปจากท้องถิ่นจากกระแสบริโภคนิยมดังกล่าว

“สิ่งที่ผมได้ศึกษาคือได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของพืชสมุนไพร่ป่า ว่า วิทยาศาสตร์ได้ช่วยให้เห็นถึงประโยชน์ แต่คนได้หยิบสรรพคุณที่มีมาแต่ดั้งเดิมมาที่ถูกถ่ายทอดจากภูมิปัญญาแพทย์พื้นบ้าน บางส่วนได้ถูกทำลายไป ส่งผลให้องค์ความรู้เกี่ยวกับพืชชนิดนี้ เปลี่ยนแปลงไปจนแทบไม่เหลือสรรพคุณอื่นๆ ที่คนควรจะเรียนรู้นำมาใช้ในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมได้ศึกษาจะเป็นเครื่องสะท้อนให้สังคมได้เห็นว่า การพัฒนาเป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่ลืมภูมิปัญญาและองค์ความรู้ดั้งเดิมด้วย” นักวิจัย กล่าว

ขอบคุณที่มา...จากบล็อกอาจารย์ธวัชชัย ชรินทราวุฒิ  และไทยรัฐออนไลน์ ภาพ...http://ganolove.lnwshop.com/

4.7.62

ผลิตภัณฑ์เห็ดหลินจือ ปลอดภัยหรือไม่ ??


ผลิตภัณฑ์เห็ดหลินจือ ปลอดภัยหรือไม่ ??
 (ได้อ่านข้อเขียนของคุณหมอมีประโยชน์ เลยนำมาเผยแพร่ให้ท่านได้นำมาพิจารณาในการดูแลตน)

รองศาสตราจารย์ ดร.ภญ. นพมาศ สุนทรเจริญนนท์
ภาควิชาเภสัชวินิจฉัย คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล 
       เห็ดหลินจือ จัดเป็นราชาแห่งสมุนไพรจีนที่มีการใช้มานานกว่า 4,000 ปี ทั้งในประเทศจีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน รวมทั้งประเทศไทย เป็นยาอายุวัฒนะและรักษาโรคต่าง ๆ จะเห็นได้ว่าปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์เห็ดหลินจือในท้องตลาดมากมาย แล้วเราจะทราบได้อย่างไรว่าผลิตภัณฑ์เหล่านั้นมีความปลอดภัยมากน้อยเพียงใด??  
เห็ดหลินจือเป็นเห็ดที่พบได้ในป่าแถบทวีปเอเซีย ปัจจุบันมีการเพาะเห็ดหลินจือในหลายประเทศ การเพาะเลี้ยงเห็ดหลินจือจะต้องใช้เวลาประมาณ 5-7 เดือน จึงจะได้ดอกเห็ด ในขณะที่ความต้องการเห็ดหลินจือมีมากทำให้มีการพัฒนาการเพาะเลี้ยงเห็ดในถังหมักจะได้เส้นใย (mycelia) ซึ่งจะใช้เวลาน้อยกว่ามาก และสามารถควบคุมสภาวะการณ์ได้ ซึ่งจะทำให้ได้ปริมาณสารสำคัญมากขึ้น ซึ่งสภาวะการณ์ที่เหมาะสมคือ อุณหภูมิ 30-35oC และ pH 4-4.5 และการเติมสารอาหารกรดไขมันจำเป็น ฉะนั้นเราจะพบผลิตภัณฑ์เห็ดหลินจือในท้องตลาดที่จะได้จากส่วนต่าง ๆ ของเห็ดคือ ส่วนที่เป็นร่มหรือดอกเห็ด (fruity body) สปอร์ และส่วนที่เป็นเส้นใย ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นพบได้ทั้งในรูปแบบที่ไม่ได้สกัด และที่เป็นสารสกัด ผลิตภัณฑ์เห็ดหลินจือที่ไม่ได้สกัด เช่น ส่วนที่เป็นร่มหรือดอกเห็ด (fruity body) ฝานเป็นชิ้น หรือยังคงเป็นดอกเห็ดทั้งดอก แล้วนำไปต้มกับน้ำ หรือเป็นดอกเห็ดที่บดเป็นผงบรรจุแคปซูลหรือตอกเป็นเม็ด หรือทำเป็นชาชง ส่วนสปอร์ก็จะเป็นสปอร์ที่กระเทาะเปลือกแล้วบรรจุแคปซูล หรือเป็นผงชงกับน้ำ ส่วนที่เป็นเส้นใยจะนำมาตากแห้งแล้วนำไปปรุงเป็นอาหาร ทำเป็นซุป หรือทำเป็นผงบรรจุแคปซูลหรือตอกเป็นเม็ด ส่วนผลิตภัณฑ์ที่เป็นรูปสารสกัด จะเป็นการสกัดจากส่วนดอกเห็ดหรือเส้นใยด้วยน้ำร้อน หรือแอลกอฮอล์ แล้วทำให้แห้งบรรจุแคปซูลหรือตอกเป็นเม็ด ปัจจุบันมีการพัฒนาการสกัดโดยใช้วิธี supercritical fluid CO2 extraction ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้อุณหภูมิที่ต่ำ ไม่ต้องใช้ตัวทำละลาย (solvent) เป็นวิธีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม


        

      ตามที่ทราบกันดีว่าสารสำคัญในเห็ดหลินจือจะเป็นสารกลุ่ม polysaccharides, terpenes, และสารกลุ่ม glycoproteins (อ่านรายละเอียดในบทความ "เห็ดหลินจือ…จากงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์") สารเหล่านี้จะพบได้ในปริมาณที่ต่างกันในแต่ละผลิตภัณฑ์ มีงานวิจัยสำรวจผลิตภัณฑ์เห็ดหลินจือที่ขายในฮ่องกงพบว่า ผลิตภัณฑ์ที่เป็นสารสกัดจากดอกเห็ดจะมีปริมาณสาร polysaccharides 1.1-15.8 % และสาร terpenes ปริมาณ 0.44-7.58% ซึ่งเป็นข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่าปริมาณสารสำคัญจะขึ้นกับผลิตภัณฑ์ของแต่ละบริษัท 


ตำรับยาเห็ดหลินจือ  

การศึกษาความปลอดภัย

        มีรายงานวิจัยเกี่ยวกับความปลอดภัยของเห็ดหลินจือทั้งการทดลองในสัตว์และในคน งานวิจัยที่ทดสอบความเป็นพิษในหนูพบว่าสารสกัดเห็ดหลินจือที่ฉีดเข้าช่องท้องมีค่า LD50 สูงถึง 38 กรัม/กิโลกรัม สารสกัดน้ำ มีค่า LD50 มากกว่า 5 กรัม/กิโลกรัม ไม่ก่อเกิดพิษต่อระบบเลือด ตับและไต การให้สารสกัดแอลกอฮอล์แก่หนูในขนาด 1.2 และ 12 กรัม/กิโลกรัม ทุกวัน เป็นเวลา 30 วัน ไม่พบพิษต่อตับและการเจริญเติบโต การให้สารสกัดแอลกอฮอล์แก่สุนัขในขนาด 12 กรัม/กิโลกรัม ทุกวัน เป็นเวลา 15 วัน และขนาด 24 กรัม/กิโลกรัม ทุกวัน เป็นเวลา 13 วัน ไม่พบพิษ การศึกษาในผู้ป่วยชายโรคทางเดินปัสสาวะจำนวน 88 คน รับประทานสารสกัดเห็ดหลินจือขนาด 6 มิลลิกรัม ทุกวัน เป็นเวลา 12 สัปดาห์ พบว่าผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นกว่ากลุ่มควบคุม และไม่พบผลข้างเคียงและความเป็นพิษต่อระบบเลือด ตับและไต แสดงว่าสารสกัดเห็ดหลินจือ (ส่วนดอก) มีความปลอดภัยในการรับประทานเป็นระยะยาว ส่วนการศึกษาความเป็นพิษเฉียบพลันของสปอร์เห็ดหลินจือพบว่าค่า LD50 มากกว่า 10 กรัม/กิโลกรัม และไม่พบความเป็นพิษต่อยีน (พันธุกรรม) และอสุจิ การศึกษาในหนูพบว่าการป้อนสปอร์เห็ดหลินจือขนาด 4.5 กรัม/กิโลกรัม เป็นเวลา 30 วัน ไม่ก่อเกิดพิษ

การก่อการแพ้

     การรับประทานเห็ดหลินจือไม่พบการก่อการแพ้ แต่สปอร์ของเห็ดอาจจะทำให้แพ้ได้เช่นเดียวกับสปอร์ของเห็ด ราในอากาศ มีรายงานพบว่าผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้จะแพ้สปอร์มากกว่าดอกเห็ด

ผลข้างเคียง

      การรับประทานสารสกัดเห็ดหลินจือขนาด 1.5-9 กรัม/วัน ไม่พบผลข้างเคียงอย่างรุนแรง แต่อาจจะพบว่า มีอาการง่วงนอน กระหายน้ำ ปัสสาวะบ่อย เหงื่อออก อุจจาระเหลว หรือมีผื่นแพ้

ข้อควรระวัง

  • การรับประทานสารสกัดเห็ดหลินจือขนาด 2-10 กรัม/วัน ร่วมกับวิตามินซี ขนาด 6-12 กรัม/วัน จะทำให้ถ่ายอุจจาระเหลว
  • ควรระวังการใช้ในผู้ป่วยที่ได้รับยากดภูมิต้านทาน ทั้งนี้เพราะเห็ดหลินจือมีฤทธิ์เพิ่มภูมิต้านทาน
  • ควรระวังการใช้ในผู้ป่วยที่ได้รับประทานยากลุ่มป้องกันการเกาะกลุ่มของเกร็ดเลือด เช่น ยา aspirin หรือยา warfarin ทั้งนี้เพราะเห็ดหลินจือมีฤทธิ์เสริมยาดังกล่าว
  • สารสกัดน้ำเห็ดหลินจือมีฤทธิ์เสริมยาต้านจุลชีพ cefazolin ต่อเชื้อ Klebsiella oxytoca ATCC 8724, Bacillus subtilis ATCC 6603, Staphylococcus aureus ATCC 25923, Escherichia coli ATCC 25933 และ Salmonella typhi ATCC 6509
สรุป

        จะเห็นได้ว่าผลิตภัณฑ์เห็ดหลินจือที่ไม่ได้สกัดทั้งที่ได้จากส่วนดอก สปอร์ และเส้นใยมีความปลอดภัยในการรับประทาน ในขนาด 1.87 กรัม/น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม/วัน เป็นเวลา 26 สัปดาห์ หรือเทียบเท่ากับขนาดการรับประทาน 112.2 กรัม ต่อวัน ของผู้ใหญ่น้ำหนักตัว 60 กิโลกรัม เป็นเวลา 4 เดือน แต่การรับประทานผลิตภัณฑ์เห็ดหลินจือจะต้องระวังในผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ป่วยที่เปลี่ยนถ่ายอวัยวะที่ต้องรับประทานยากดภูมิต้านทาน และผู้ป่วยที่รับประทานยาป้องกันการเกาะตัวของเกร็ดเลือด ส่วนผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้จะต้องระวังการแพ้สปอร์ของเห็ด 


                    แวะร้านเห็ดหลินจือกาโน ganolove
 

เอกสารอ้างอิง
  1. Benzie IFF, Wachtel-Galor S, editors. Herbal Medicine: Biomolecular and Clinical Aspects. 2nd edition. Boca Raton (FL): CRC Press/Taylor & Francis; 2011. https://www.mundoreishi.com/en/blog-en/422-contraindications-of-the-reishi
  2. Figlus D, Curvetto N. Medicinal mushroom reishi (Ganoderma lucidum) main toxicity and allergenicity studies. dosage, posology and side effects.
 ที่มา https://www.doctor.or.th/article/detail/1698

19.1.61

เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพกาโน

  เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ กาโน




 เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ของกาโนจะประกอบไปด้วยกาแฟ ซึ่งคัดอย่างดี จากอินโดนีเซีย นำมาผสมเก็บ เห็ดหลินจือ ที่ผ่านการสะกัด ตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในรูปของเหลว เพื่อให้คงคุณค่าของเห็ดหลินจืนจือให้มากที่สุด แล้วมาพ้นใส่กาแฟ หรือเครื่องดื่มอื่นๆของกาโน  จนเป็นเนื้อเดียวกัน กาแฟผ่านการสะกัดกาเฟอีนออกคุณภาพที่ชัดเจนของผลิตภัณฑ์กาโนฯ ที่ได้พยายามผสมผสานให้เห็นถึงคุณค่าของผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพของคนกินที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ขึ้น
     เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ทุกอย่างของกาโนจะคุมคุณภาพตั้งแต่วัตถุดิบจนถึงเป็นผลิตภัณฑ์  130 กว่าประเทศทั่วโลก ให้ความไว้วางใจ มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง
กาแฟดำคลาสสิค กาโน
กาแฟดำคลาสสิค เหมาะสำหรับคอกาแฟจริง ๆ ไม่มีน้ำตาล ไม่มีครีม รสชาติเข้ม ผนวกด้วยหลินจือที่เพิ่มรสชาติอ่อนละมุน ดื่มหลังอาหารเพื่อลดน้ำหนักได้ดีทีเดียว มีคาเฟอีนน้อยกว่า 5%
 
กาแฟกาโน 3 อิน 1

กาแฟกาโน 3 อิน 1 กลมกล่อมนิ่มนวล อร่อยเหาะ กาแฟอื่น ดื่มมากแล้วกระดูกพรุน แต่กาแฟกาโน ดื่มแล้วช่วยเสริมมวลกระดูกให้แน่นขึ้น แถมเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคตับ เพราะหลินจือน้ำเข้มข้นที่ผสมอยู่ในกาแฟจะช่วยอาการดังกล่าวได้เนี้ยบมาก กาแฟ 3 อิน 1 ของกาโน มีคาเฟอีน ต่ำกว่า 1%
กาแฟมอคค่า

กาแฟมอคค่า ให้ฮอร์โมนที่ดีเยี่ยม เหมาะสำหรับคนวัยทองไม่ว่าหญิงหรือชาย ให้ความสดชื่น ไม่หงุดหงิด ไม่รุ่มร้อน โดยเฉพาะอาการภูมิแพ้ผิวหนังจะเหมาะมาก ถ้ากินคู่กับนมผึ้งละก็ เหมาะสำหรับสาว ๆ ทำให้อึ๋มได้อย่างไม่อายใครทีเดียว มีคาเฟอีน ต่ำว่า 1%


กาแฟสกาโน นอกจากมีทงกัดอาลี (ว่านปลาไหลเผือก) แล้ว ก็มีหลินจือ และโสมผสมด้วย ให้ความกระชุ่มกระชวย ให้ความรู้สึกที่แข็งแกร่งสำหรับท่านชาย ช่วยให้หัวใจแข็งแรง คลายกล้ามเนื้อ ลดอาการปวด มีคาเฟอีน ต่ำว่า 1%

กาแฟกาโน เฮเซลนัท  เฮเซลนัทเป็นถั่วที่อุดมไปด้วยโตเฟน ซึ่งเป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่ช่วยให้หลับง่ายอุดมด้วยสารกระตุ้นการสร้างภูมิต้านทานและต่อต้านอนุมูลอิสระสูงไขมันจากเฮเซลนัทเป็นไขมันโมเลกุลเดี่ยวที่ดีต่อหัวใจมีแมกนีเซียมสูง ช่วยเปลี่ยนน้ำตาลให้เป็นพลังงานมีไฟเบอร์ ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่มีโปรตีนช่วยยับยั้งร่างกายไม่ให้หิวบ่อยที่สำคัญยังอุดมไปด้วย เซเลเนียนและวิตามินอี ชะลอความแก่และบำรุงสายตาอีกด้วย

ช็อกโกแล็ต เครื่องดื่มโกโก้ที่มีความเข้มข้น มีส่วนผสมทั้งดอกหลินจือและรากหลินจิอ บำรุงร่างกาย บำรุงหัวใจ ช่วยให้สดชื่น เหมาะสำหรับคนป่วยที่จะช่วยให้ฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ดอกหลินจือและรากหลินจือในช็อกโกแล็ตกาโนจะช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัว มีอาการดีขึ้นชัดเจน
ซีเรียลกาโน

ซีเรียลกาโน นอกจากมีส่วนผสมของหลินจือแล้ว ก็มีสกาโน มีสาหร่ายสไปรูรีน่าเสริมเพิ่มเข้ามาอีก ให้การบำรุง ให้สารอาหารที่เพียงพอสำหรับคนป่วยที่กำลังฟื้นตัวได้เยี่ยมมาก เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักอีกเช่นเดียวกัน โดยใช้ซีเรียลกาโนผสมกับช็อกโกแล็ตกาโน แล้วดื่มแทนมื้ออาหารทั้ง 3 มื้อได้เลย มีโอกาสช่วยให้น้ำหนักลดลงได้อีกทางหนึ่ง
 
ชากาโน

ชากาโน เป็นชนิดพิเศษ มีเพียงแห่งเดียวในโลกที่ประเทศแอฟริกาใต้เท่านั้น ชาวแอฟฟริกาถือว่าเป็นชาเยี่ยมทุดในโลกที่จะให้สุขภาพแข็งแรง อายุยืนสำหรับผู้ที่กินชาชนิดนี้ ไม่ว่าจะกินแบบเอามาเคี้ยวหรือกินแบบชงเป็นชา นับได้ว่าเป็นชาชนิดเดียวในโลกนี้ที่ไม่มีคาเฟอีน และมีสารเทนนินน้อยยิ่งกว่าน้อย จึงไม่ต้องห่วงว่าจะทำให้ท้องผูกเมื่อแช่ในน้ำร้อนนาน ๆ ถ้าเอาซองชากาโนสัก 2-3 ซองแช่ในกระติกน้ำร้อนไฟฟ้า จะเป็นชาสีทับทิม ดื่มแล้วชื่นใจหายเหนื่อยทีเดียว ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ชากาโนต่อต้านอนุมูลอิสระได้อย่างดีเยี่ยม เพราะมีสาร SOD จำนวนมากมหาศาลทีเดียว ที่เหมาะยิ่งกว่านั้น ใช้ล้างแผลเน่าเปื่อย แผลเรื้อรังได้อย่างดีทีเดียว แต่ชากาโนไม่สามารถผสมหลินจือสกัดร้อนได้ จึงเป็นหลินจือที่สกัดเย็นผสมอยู่ในถุงชา

         เครื่องดื่มของกาโนที่เป็นเครื่องดื่มไม่เหมือนเครื่องดื่มทั่ว ๆ ไปในท้องตลาด แต่บอกเสียก่อนว่า เครื่องดื่มกาโน ไม่ใช่ยา ใช้ได้คือการบรรเทาอาการป่วยได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่การรักษา การจะมีประสิทธิภาพในการรักษาที่ได้ผลก็ต้องกินหลินจือราก และดอก บวกด้วยสมุนไพรสุดยอดของกาโน คือเห็ดหลินจือ 6 สายพันธุ์


😁😁😁😁😁😁😁😁
ขอบคุณ http://lingzhithai.blogspot.com

8.1.61

ทางเลือกที่เลือกเอง

ทางเลือกที่เลือกเดินเอง
โดยปิ่นโต ที่ดี
        
ปิ่นโต  ที่ดี



       คนที่ใช้เห็ดหลินจือในการบำบัดรักษาตนเอง ได้พบปะผู้คน และมีหลากหลายเรื่องราวให้น่าคิด น่าติดตาม น่าค้นหา น่าบันทึกไว้ให้ศึกษากัน ตลอดเวลา
       เฉกเช่นเรื่องที่ผมจะเล่าต่อไปนี้ เป็นอีกผู้หนึ่งที่เลือกใช้เห็ดหลินจือบำบัดตนเอง ปัจจุบันสุขภาพแข็งแรง ถึงขั้นนำกระปุกบรรจุเห็ดขึ้นหิ้งบูชา
      จรรยา ชาตาสุข คือชื่อคน คนนั้น ซึ่งทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง
      เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า  ผลการตรวจสุขภาพประจำปี สิ่งที่ทำให้ คุณจรรยา ต้องตกใจ แทบล้มทั้งยืน เมื่อหมอบอกผลว่า มีจุด 3 จุดปรากฎที่ตับ จุดที่ว่าเป็นโรคอื่นไม่ได้นอกจาก...ซึ่งผลที่ปรากฎนี้เป็นใครก็ต้องมีความรู้สึกแบบนี้ทั้งนั้น
       ความสับสน อลม่าน ความคิดเดิมๆซ้ำแล้วซ้ำอีก ความรักตัวกลัวตาย  เข้าจู่โจมจิตใจหนักหน่วงยิ่งกว่ายืนอยู่ใจกลางพายุไซโคลนเสียอีก 

       ทำอย่างไรดี จะทำอย่างไรดี  ไปไม่ถูก แล้วเราจะรักษาตัวแบบไหนดี 
       คิดๆๆๆ ร่างกายที่เคยคิดว่าแข็งแรง ซูบผอมทันตาเห็น 
       คนนั้นก็มา คนนี้ก็มา หมอมีเต็มไปหมด บอกว่าเคยมีคนรักษาแบบนี้แล้วหาย ในฐานะที่ทำงานในโรงพยาบาล คุณหมอจริงก็แนะนำแผนปัจุบัน
      เลยไม่รู้จะเชื่อใครดี เลือกทางไหนดี มี 2 ทางให้เลือกมี 2 ทางให้เดิน และทางเลือกที่จะเดินนั้นหมายถึงชีวิต เป็นการตัดสินที่แสนลำบาก
      รักษาแบบแผนปัจจุบัน หรือ แพทย์ทางเลือก 
      แล้วเขาก็เลือก แพทย์ทางเลือกนำมาบำบัดดูแลสุขภาพตนเอง ด้วยการใช้ เห็ดหลินจือบำบัด สาเหตุหรือ ก็เพราะมีงานวิจัยรองรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ  มีประสบการณ์มีตัวอย่างให้ดู  
      แผนปัจจุบัน ตัด ฉาย คีโม สามทางแยกอีก แล้วหายไหมใครจะกล้ารับประกัน ที่สำคัญเห็นตัวอย่างแล้วหลายรายมีชีวิตอยู่ไม่นาน
      ทางที่เลือกเดินนี้หมายถึงการมีชีวิตรอด หมายถึงการดำรงอยู่ของชีวิตของสังขารนี้ ตัดสินใจค่อนข้างลำบากพอสมควร
      เมื่อเลือกเดินแล้วทางนี้แล้วอะไรจะเกิดพร้อมที่จะยอมรับ ด้วยความมั่นใจเต็มร้อย
      และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ เห็ดหลินจือของ บริษัท กาโน เอ็กเซล เหตุผลเพราะ  เป็นสมาชิกเขาด้วยความต้องการเพียงซื้อกาแฟเพราะมันอร่อย สมัครเพียงเพราะกาแฟ ไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งต้องใช้วิธีการนี้ดูแลตน สมัครแบบเกรงใจ 
       ทำไมหรือ เพราะเคยดูฟาร์มชองเขาแล้ว พบว่า...ควบคุมกระบวนการผลิต ตั้งแต่เพาะจนเป็นผลิตภัณฑ์
       การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อตามวิธีการ “ออร์แกนิค” โดยการใช้แกลบข้าวเจ้า แป้งข้าวแดง และเปลือกต้นยางผสมกัน โดยไม่ใช้สารเคมี ยาฆ่าแมลง หรือ ฮอร์โมนใดๆ ทั้งสิ้น เพื่อให้แน่ใจว่า คุณสมบัติทางยาจะไม่สูญหายไป 
      แสงแดดก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะต้องมีการควบคุมภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิด หลินจือจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือน สำหรับการเจริญเติบโต ก่อนทำการเก็บเกี่ยว ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยทุกขั้นตอน ตั้งแต่การค้นคว้าวิจัย การเพาะเลี้ยง การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ที่หลากหลาย
     หลินจือ กาโน รากและดอก 6 สายพันธ์ุ ผสมกับส้มแขก ตามด้วยเครื่องดืม รับประทาน เช้า เที่ยง เย็น  ซึ่งถึงแม้จะมั่นใจ เคยเห็นตัวอย่างจากผู้ที่แบ่งปันประสบการณ์  


     รากหลินจือของกาโน ที่แตกต่างจากรากหลินจือของคนอื่น โดยรากหลินจือที่ผลิตในประเทศจีนหรือประเทศญี่ปุ่น เป็นการสะกัดจากรากที่เราเรียกว่า ใยเห็ด หรือ  ส่าเห็ด ซึ่งต้นทุนในการสะกัดจะแพงมาก ราคารากหลินจือของประเทศจีนและประเทศญี่ปุ่น ราคาแพงกว่าดอกหลินจือ
     แต่สำหรับรากหลินจือของกาโน มร.เลียวซุนเส็ง เจ้าตำรับหลินจือรากและดอก 6 สายพันธุ์ สามารถคิดค้นสะกัดรากหลินจือที่เรียกว่า "เอ็กซีเลี่ยม" 

     เอ็กซีเลี่ยมนี้ เป็นจุดศูนย์รวมของใยเห็ดในถุงเพาะ อยู่ตรงปากถุง ซึ่งถุงเพาะหลินจือในโรงเพาะได้ประมาณ 20 วัน พอวันที่ 21 ก้านหลินจือจะแทงทะลุเอ็กซีเลี่ยมขึ้นมาที่ปากถุงเพาะ เปรียบเทียบให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ เอ็กซีเลี่ยมคล้าย ๆ ตาของกิ่งไม้ที่เป็นจุดที่กิ่งไม้แทงก้านออกมานั่นแหละ

     ดูเหมือนเอ็กซีเลี่ยมมีถุงละเม็ดเท่านั้น เล็กนิดเดียว ราคาน่าจะแพงกว่าใยเห็ดสะกัด

     นี่คือความสามารถเฉพาะตัวของ มร.เลียวซุนเส็ง เจ้าตำรับที่ไม่มีใครลอกเลียนแบบได้ ท่านสามารถเพาะในเชิงอุตสาหกรรมได้อย่างมากมายมหาศาล เป็นการลดต้นทุนได้อย่างมาก ทำให้สามารถขายรากหลินจือ ถูกกว่าดอกหลินจือ
     ดอกหลินจือ สำหรับดอกหลินจือสะกัด ท่านได้ทำการศึกษาค้นคว้า นำหลินจือแดงแต่ละสายพันธุ์มาคัดเลือก จนได้หลินจือแดง 4 สายพันธุ์ บวกกับอีก 2 สายพันธุ์ที่ท่านได้คิดค้นเพาะเลี้ยงเป็นสายพันธุ์เฉพาะตัวของท่านเอง
      หลินจือ 6 สายพันธุ์ ประกอบด้วย

      1. หลินจือสายพันธุ์ยูอี

      2. หลินจือสายพันธุ์นกยูง

      3. หลินจือสายพันธุ์จินซัน

      4. หลินจือสายพันธุ์รูปสมอง

      5. หลินจือสายพันธุ์รูปตับ (สายพันธุ์ของกาโน)

      6. หลินจือสายพันธุ์รูปหัวใจ (สายพันธุ์ของกาโน)
โดยทำการสะกัดทีละสายพันธุ์เป็นการสะกัดเย็น จากนั้น นำผงสะกัดแต่ละสายพันธุ์มาผสมกันในอัตราส่วนเป็น 100%






     แต่ความกระวนกระวายใจ ก็มีไม่น้อย ถึงขั้นไม่ต้องการให้มีกลางคืน มีทำไมถึงมีก็นอนไม่หลับ เหมือนเป็นโรค แพนิค 
    ระหว่างนั้นคุณหมอในโรงพยาบาลที่ทำงานด้วยก็ขอร้องให้เข้ารับการรักษาแพทย์แผนปัจจุบัน 
    เกือบๆ 4 เดือนหลังทราบผลการตรวจร่างกายและใช้เห็ดหลินจือ ช่วยให้ร่างกายรักษาตนเอง ก็ได้ไปให้คุณหมอที่บอกผลครั้งแรกตรวจดูอีกครั้ง ต้องการรู้ว่าจุดยังอยู่เท่าเดิมหรือมีมากขึ้น
    หมออุทาน อ้าวพี่จรรยา (ยา) จุดที่เคยเจอหายไปไหนแล้ว ได้ยินคุณหมออุทาน เหมือนรับฟังข่าวดีจากเทวดา เหมือนยกภูเขาออกจากอก
    เป็นคำพูด และคำอุทานที่เพราะที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมา
    แสดงว่า หายอย่างนั้นหรือ แสดงว่าเห็ดหลินจือช่วยให้ร่างกายบำบัดต้วเองได้อย่างแสนวิเศษ แสดงว่าทางที่ผมเลือกรักษาตัวเองก็เป็นอีกทางที่น่าเดินและถึงเป้าหมายได้เช่นเดียวกัน
    เก้าปีกว่า ผลตรวจสุขภาพประจำปีทุกปี บอกว่าสมบูรณ์แข็งแรง 
    หลินจือกาโนต้องกินประจำ การดูแลสุขภาพ การรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย การมีวินัยในการใช้ชีวิต การรักษาจิตใจ ต้องคำนึงถึงร่างกายด้วย 


    คุณจรรยาเป็นสมาชิก กาโน เพียงเพราะต้องการมาบำบัดดูแลตนเอง ปัจจุบันได้รับตำแหน่ง DD ซึ่งในตำแหน่งนี้สามารถนำมาเป็นอาชีพได้
    ทางในการเลือกนำมาบำบัดตนเอง มีหลายทางแต่ละทางก็มีจุดเด่น จุดดีต่างกันออกไป ขอให้ท่านเลือกเดินภายใต้ข้อมูลและปัญญาประกอบการตัดสินใจ
    บล็อกกาโน มุกดาหาร ขอแสดงความยินดีที่ได้รับตำแหน่ง เหนืออื่นใดดีใจที่มีสุขภาพแข็งแรง
    ปัจจุบัน คุณจรรยาได้แบ่งปันประสบการณ์ที่ได้รับด้วยการรับดูแลแลคนไข้ท่านหนึ่งที่เป็นความดันเบาหวานและอัมพฤกษ์ หลายปีที่วิ่งเข้าออกโรงพยาบาล อาการไม่หาย แต่ได้ยาเพิ่มมาทุกครั้ง เบื่อกินยาเลยหันมาเลือกทางเดินแบบคุณจรรยา ผลเป็นที่น่าพอใจมือที่ขยับและกำอะไรไม่ได้ สามารถกำไม้กวาดได้ เบาหวานในระดับปกติ ซึ่งเหตุการณ์นี้ไม่เคยเห็นมาก่อน พร้อมกับได้แนะนำเรื่องดีๆเหล่านี้เป็นวิทยาทาน

🍁🍁🍁🍁🍁🍁🍁🍁🍁🍁🍁🍁

     


    
 

12.10.58

เห็ดหลินจือคืนความเป็นหนุ่ม เป็นสาว

       เห็ดหลินจือคืนความเป็นหนุ่ม เป็นสาว
 
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
     สิ่งที่สุดยอดแห่งการสร้างสรรค์ แห่งความเป็นอัจริยะทำงานอย่างเป็นระบบ ทั้งระบบการสร้าง การปรับปรุง  การซ่อมแซม การกำจัด การควบคุม การขับเคลื่อน ในภายใต้จักรวาลนี้ ร่างกายของมนุษย์ก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น  
    เพียงแต่ว่าระหว่างที่ร่างกายเขาเคลื่อนไหวอยู่นั้น แน่นอนขยะจะเกิดขึ้นตลอดเวลา ถ้าร่างกายอยู่ในช่วงวัยหนุ่มวัยสาวปัญหาขยะค้างอยู่ในร่างกายก็จะมีน้อย แต่เมื่อมีอายุมากประสิทธิภาพก็น้อยลง
    จำเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยร่างกาย วิธีการมีมากมายและนี้ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งในการช่วยร่างกาย โดยเฉพาะเห็ดหลินจือ

     อาจารย์ธวัชชัย ชลินทราวุฒิ ผู้รอบรู้ เรื่องเห็ดท่านบอกว่า
 
      ตอนกลางวัน ภายในร่างกายจะทำงานอย่างเป็นระบบ เป็นการทำงานที่ค่อนข้างหนัก ตลอดชั่วชีวิตของแต่ละคนไม่เคยหยุด อายุยิ่งมาก ความเสื่อมของอวัยวะภายในก็ยิ่งมีมากขึ้นเป็นเงาตามตัว และความเสื่อมจะยิ่งมาก ยิ่งหนัก ถ้าเจ้าของร่างกายไม่ดูแล ไม่ซ่อมบำรุงใด ๆ เลย 
        อวัยวะภายในของเรา จึงทรหดอดทนใช้งานได้มากมายมหาศาลตลอดชั่วชีวิตของเรา จนกว่าเสื่อมโทรม หมดหนทางที่จะซ่อมแซมอีกต่อไป ก็คือกาลอวสานของร่างกาย จากไปพร้อมวิญญาณ
        ร่างกายของเรา “ไม่เคยหลับ” อย่างแท้จริง เพราะถ้าหลับนิ่งไม่ทำงานเลย ก็หมายถึง “ตาย”
        เพียงแต่ตอนที่เราหลับ อวัยวะและระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายจะทำงานน้อยลง หลาย ๆ ระบบจะทำการพักผ่อน แต่ไม่ได้หมายความว่าหยุดการทำงาน เพียงแต่ทำงานเบาลง น้อยลง ในระหว่างนี้แหละ หลาย ๆ ระบบของร่างกายจะเริ่มทำการซ่อมแซม ฟื้นฟู สิ่งที่สูญเสียไปในตอนกลางวันให้กลับมาแข็งแรงทำงานตามปรกติให้มากที่สุด เพื่อใช้ชีวิตและการดำรงชีวิตอย่างต่อเนื่องในวันรุ่งขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ หมอสมัยใหม่จึงได้ทำการศึกษาและตรวจสอบหรือรักษาอาการป่วยคนเราเมื่อตอนหลับ ซึ่งระบบการตรวจสอบร่างกายตอนหลับที่เรียกว่า “สลิปปิ้ง มอนิเตอร์”
        อวัยวะบางส่วนที่ทำงานค่อนข้างจะหนัก ทั้งกลางวันและกลางคืน และที่จะกล่าวถึง ได้แก่ “ตับ”  ที่ต้องรับสารอาหารที่เรากินเข้าไป ทำการเปลี่ยนแปลงทางเคมี สารอาหารที่ดีก็จะส่งไปสู่ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย กากหรือสิ่งที่ไร้ประโยชน์ก็จะถูกส่งไปในลำไส้ใหญ่ เพื่อรอการกำจัดทิ้งโดยถ่ายเป็นอุจจาระออกไปจากร่างกาย ต้องคอยดูแลระบบเลือดให้ดีอยู่เสมอ หมอจีนถึงได้บอกว่า “ตับเป็นคลังแห่งเลือด”
        แต่พอตกกลางคืน ระบบส่วนใหญ่จะเริ่มพักผ่อนและทำงานน้อยลง แต่ตับกลับต้องทำงานอีกต่อไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปลี่ยนแปลงสารอาหารต่าง ๆ ที่เรากินเข้าไปในตอนเย็นให้เป็นรูปแบบอื่น นำไปเก็บไว้ในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย อย่างเช่น คาร์โบไฮเดรสที่กินเข้าไปในตอนกลางวันจะแปลงเป็นพลังงานไปใช้งานในร่างกาย แต่พอเป็นมื้อเย็น เมื่อตกกลางคืนร่างกายไม่ได้ใช้เป็นพลังงานมากนัก ก็จะเหลือมาก ตับก็จะแปลงให้เป็นแป้งแล้วแปลงต่อไปเป็นไขมันจากอาหารต่าง ๆ แล้วส่งไปเก็บไว้ในที่ต่าง ๆ ของร่างกาย (สมัยนี้มีการรณรงค์ไม่ควรกินมื้อเย็นหรือมื้อค่ำหนัก และควรจะออกกำลังกายตอนเย็นหรือค่ำเป็นดีกว่าตอนเช้า เพื่อไม่ให้ตับต้องทำงานหนัก)  ถ้าตับทำงานหนัก จะทำให้เกิดการเจ็บป่วยได้ง่ายและน้ำหนักเพิ่มได้รวดเร็วอีกด้วย โดยเฉพาะหมอจีนมักจะเตือนเรื่อง “ตับอั้นชี่” คือระบบการไหลเวียนของพลังลมปราณของตับไม่สะดวก ถูกอั้นเอาไว้ ไม่สามารถไหลเวียนได้คล่องออกจากตับ แล้วก็มีผลกระทบไปถึงอวัยวะส่วนอื่น ๆ ให้รวนไปทั้งระบบ
        ผลกระทบที่นอกจากอาการเจ็บป่วยแล้ว อาการผิวหนังเหี่ยวย่นก็เป็นผลตามมาให้เห็นอย่างชัดเจน เรามักจะเห็นได้ชัดตอนเวลาเราป่วย หรือใครก็ตามที่ป่วยหนัก ดูแล้วทำไมถึง “แก่จัง” ทำนองนั้น ก็เป็นผลมาจากตับนี่แหละ
 
        ในขณะเดียวกัน เมื่อร่างกายมีปัญหา การหลั่งของฮอร์โมนสามตัวก็จะเกิดปัญหาขึ้น ได้แก่สารเอนโดร์ฟินส์ (Endorphins)  หรือที่เรียกกันว่า “สารแห่งความสุข” โดยสารตัวนี้ จะหลั่งเมื่อเรามีความสุข เมื่อเราออกกำลังกายอย่างน้อยครึ่งชั่วโมงขึ้นไป ตอนเราหัวเราะตอนเรามีความสุข ตอนเราอารมณ์เบิกบาน และหรือตอนเราหลับลึก แต่เมื่อร่างกายทำงานโอเว่อร์โหลด เครียด โกรธ ซึมเศร้า ทุกข์หนัก การหลั่งของสารนี้ก็ลดลง แต่จะกลายเป็นการหลั่งของสารอะดรีนาลีน (Adrenaline) แทน ซึ่งเราเรียกว่า สารแห่งความทุกข์ สารแห่งความเครียด สารแห่งความอึดอัด ยิ่งไปกว่านั้น สารอีกตัวก็จะลดน้อยโอกาสในการหลั่ง ซึ่งเป็นสารที่จะหลั่งมากในตอนเป็นเด็ก ตอนเป็นวัยรุ่นก็ยังมีมากอยู่ แต่วัยทำงานเริ่มน้อยแล้ว อายุหลัง 40 ก็ยิ่งน้อยกว่า และ 50 ขึ้นก็ยิ่งน้อยมาก ๆ เอาเป็นว่า อายุยิ่งมาก การหลั่งของสารตัวดังกล่าวก็ยิ่งน้อยลง
        นั่นเป็นสารที่ถ้าขาดมันแล้วเราจะรู้สึก ทำให้เรา “แก่เร็ว” คือสาร “โกร๊ธฮอร์โมน” (Gowth Hormone) ที่หลั่งได้มากในตอนเป็นเด็กเป็นหนุ่มเป็นสาว แต่ในวัยหลัง 40-60 ไปแล้ว ร่างกายจะหลั่งสารนี้ได้น้อยลงอย่างมาก อายุยิ่งมากก็ยิ่งน้อย จึงจำเป็นต้องอาศัย การออกกำลังกายอย่างเต็มที่ หรือไม่ก็ “หลับลึก” “หลับสนิท” สารแห่งความเป็นหนุ่มเป็นสาว หรือสารแห่งการเจริญเติบโตนี้ถึงจะหลั่งได้ดีขึ้นบ้าง
          สารอีกตัวที่สำคัญ คือ เมลาโทนิน (Melatonin) ที่เรามักเรียกกันว่า นาฬิกาชีวภาพ เป็นสารที่ให้เรารู้ว่า กลางวัน กลางคืน รู้ว่า เช้า เที่ยง สาย บ่าย เย็น และที่สำคัญ สารตัวนี้คือสารที่ทำให้เราสดชื่น กระปรี้กระเปร่า แต่สารตัวนี้จะหลั่งเต็มที่ตอนประมาณเที่ยงคืนตอนที่เรา “หลับสนิท” (ถ้าไม่หลับ ก็ไม่หลั่ง หลับไม่สนิทก็ไม่หลั่ง) แล้วจะลดลงไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเช้า เมื่อสารตัวนี้หลั่ง ทำให้เรากระปรี้กระเปร่า และคือที่มาของความสำคัญทำให้เกิดการชะลอความแก่
        เมื่อเรากินหลินจือและสูตรยากาโนในชุดก่อนนอน จะเข้าไปช่วยการทำงานของตับ ทำให้ตับไม่ต้องทำงานหนักขึ้น ช่วยเร่งการเผาผลาญสารอาหารไม่ให้ตกค้างในตับมากเกินไป จึงทำให้ตับทำงานน้อยลง ทำให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ในขณะเดียวกันเมื่อเราได้หลับสนิท หลับลึก ร่างกายก็จะหลั่งฮอร์โมนสามตัวที่กล่าวไว้คือ เอนโดร์ฟินส์ โกร๊ธฮอร์โมนและเมลาโทนิน
        เมื่อสารแห่งความสุขได้หลั่ง ทำให้เกิดอารมณ์อันสุนทรี มีความสุข จิตใจโล่งสบาย สีหน้า ใบหน้าก็จะสดชื่น เมื่อมีความสดชื่น ทุกอย่างก็เลยสดใส มีน้ำมีนวล ทำให้ดูเหมือนเป็นหนุ่มเป็นสาว
        การหลั่งของสาร โกรธฮอร์โมน สารที่คืนความเป็นหนุ่มเป็นสาว ก็ทำให้ดูอ่อนวัย เหมือนเป็นหนุ่มเป็นสาวมากขึ้น อ่อนวัยกว่าอายุจริง
          เมื่อมีสารแห่งความสุข การหลับลึกก็ย่อมทำให้เกิดการหลั่งของสารเมลาโทนิน (แต่ต้องหมายถึงนอนก่อนเที่ยงคืน) มีการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีในร่างกายที่ทำให้ชะลอความแก่ คืนความเป็นหนุ่มเป็นสาว
        หลินจือ ไม่ใช่เพียงแค่ปรับระบบในร่างกายให้หลับง่ายขึ้น หลับลึกขึ้น ทำให้ร่างกายมีการหลั่งของสารสำคัญดังกล่าวให้เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น โดยตัวของหลินจือเอง ก็มีสารที่จะเข้าไปฟื้นฟูเซลล์ต่าง ๆ ให้มีความแข็งแรง มีประสิทธิภาพในการทำงานที่ดีขึ้น เมื่ออวัยวะภายในทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมแน่ชัดที่ทำให้การชะลอความแก่ได้อย่างมีประสิทธิผล นอกจากนั้น หลินจือมีประสิทธิภาพในการฟื้นฟูเซลล์ผิวหนังให้แข็งแรง สร้างเซลล์ผิวใหม่ที่มีความสดใส มีน้ำมีนวล ก็ยิ่งทำให้ดูอ่อนกว่าวัยเพิ่มมากขึ้น
        นี่แหละ ถึงบอกว่า กินหลินจือก่อนนอน ย่อมทำให้….

        มีอายุวัฒนะ ชะลอความแก่ คืนความเป็นหนุ่มเป็นสาว
 
ที่มา  http://lingzhithai.blogspot.com
 

การนอนหลับ

วิธีการเสริมสร้างพลังหยางที่ง่ายและประหยัด
    ๑. เตรียมตัวนอนก่อน ๒๓.๐๐ น. คนที่หลับยากหน่อยอาจเข้านอน ๒๒.๓๐ น. คนที่หลับง่ายอาจนอนเวลา ๒๒.๕๐ น. พยายามให้หลับในช่วงประมาณ ๒๓.๐๐ น. และหลับสนิทในช่วง ๐๑.๐๐-๐๓.๐๐ น.
    ๒. ไม่ควรกินอาหารหลัง ๒๓.๐๐ น. เพราะถุงน้ำดีจะไม่ทำงาน ในการขับน้ำดีโดยเฉพาะหลัง ๒๓.๐๐ น.ไปแล้ว และมักจะเกิดอาการหิว (หยางเริ่มเกิด) และคนมักจะตาสว่างไม่ค่อยง่วงนอน
    ๓. ถ้ามีงานมากควรหลับก่อน ๒๓.๐๐ น. แล้วตื่นเช้า ตี ๔-๕ มาทำต่อ จะได้งานที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการนอนตี ๑ ตี ๒
    ๔. ตื่นนอนแต่เช้า มารับพลังแสงด้วยอาทิตย์ สรรพสิ่งในโลกนี้เติบโตและดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยพลังหยาง ใช้ฝ่ามือทั้งสองข้างรับพลังแสงอาทิตย์เข้าสู่ร่างกาย ไม่ควรนอนตื่นสาย เพราะจะไปกดพลังหยางที่จะเคลื่อนไหวอยู่ภายนอก และไปกดการทำงานของอวัยวะต่างๆ ที่กำลังเริ่มทำงาน
    ๕. ควรกระตุ้นระบบย่อยอาหาร ด้วยการดื่มน้ำ ๑-๒ แก้ว ตอนตื่นนอน ๐๕.๐๐-๐๗.๐๐ นาฬิกา เพื่อให้ลำไส้เริ่มทำงาน ถุงน้ำดีเริ่มอุ่นเครื่อง และต้องกินอาหารมื้อเช้า
    เพียงเท่านี้ก็ทำให้สุขภาพเราดีขึ้นแบบไม่น่าเชื่อ ลองกลับพิจารณาดูชีวิตจริงของคนทั่วไปในสังคมปัจจุบัน ก็จะพบความจริงว่า สุขภาพของคนจำนวนมากน่าเป็นห่วงจริงๆ  

ที่มา นิตยสารหมอชาวบ้าน 383

มีนาคม 2554
แพทย์แผนจีน
นพ.ภาสกิจ (วิทวัส) วัณนาวิบูล