อาหารเป็นยา
โรคที่เป็นสาเหตุแห่งการเสียชีวิต อันดับต้นๆ ของประเทศไทยนับตั้งแต่ปี 2542 จนถึงปัจจุบัน จะครองอันดับหนึ่งแล้ว คือโรคมะเร็ง ถึงแม้วิทยาการทางการแพทย์ในการรักษาจะก้าวหน้า เพียงใดก็ตามก็ได้เพียงรักษาและชะลอเท่านั้น
อะไรเป็นสาเหตุทำให้โรคมะเร็งลุกลามได้มากปานนี้ มีหลากหลายสาเหตุ ร่างกายไม่ได้รับการดูแล การรับประทานอาหาร การขาดการออกกำลังกาย สภาพแวดล้อมในปัจจุบัน ทำให้ร่างกายทรุดโทรมเร็วก่อนวัยอันควร
ในทางการแพทย์ก็ไม่ยอม พยายามหาวิธีรักษาให้มากขึ้น การรักษาในปัจุบันมีหลายวิธีทั้งผ่าตัด รังสีรักษา ยาเคมีบำบัด ยาฮอรโมน ยารักษาตรงเป้ารังสีร่วมรักษา การรักษาประคับประคองตามอาการ
และหนึ่งในวิธีการรักษาที่กำลังทดลองและหากันนั้นนั้น คือ การรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวด้วยเซลล์นักฆ่า NK Cell (Natural Killer Cell)
โดยคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
สภากาชาดไทยได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการพัฒนาการรักษามะเร็งด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดเพื่อการเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพแก่ของผู้ป่วยมะเร็งชาวไทย
จึงริเริ่มโครงการวิจัยและพัฒนาการรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่มีความเสี่ยงสูงด้วยเซลล์นักฆ่า
มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557
Natural Killer cell หรือ เซลล์นักฆ่า
เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย
ซึ่งเซลล์ชนิดนี้เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวส่วนน้อยของเม็ดเลือดขาวทั้งหมดโดยจะมีอยู่ประมาณ
5-10% ของเม็ดเลือดขาวที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย
โดยทั่วไปเซลล์นักฆ่าจะมีหน้าที่หลักคือการลาดตระเวนและตรวจตราหาเซลล์แปลกปลอม
เซลล์ที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรม หรือ
เซลล์ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงจนอาจก่อให้เกิดอันตราย ภายในร่างกาย
เมื่อเซลล์นักฆ่าตรวจสอบพบเซลล์ที่มีความเปลี่ยนแปลงหรือกลายพันธุ์ไปซึ่งมักเกิดจากจากการติดเชื้อหรือกระบวนการเปลี่ยนแปลงไปสู่การเป็นเซลล์มะเร็งนั้น
เซลล์นักฆ่าจะทำลายเซลล์ผิดปกติดังกล่าวก่อนที่เซลล์เหล่านั้นจะก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายหรือพัฒนาไปสู่การเป็นโรคมะเร็ง
ด้วยความสามารถพิเศษของเซลล์นักฆ่าที่สามารถทำลายเซลล์แปลกปลอมและเซลล์ที่ผิดปกติได้โดยไม่ต้องอาศัยการเรียนรู้แบบเม็ดเลือดขาวชนิดอื่นๆ จึงทำให้นักวิทยาศาสตร์เกิดความสนใจและพยายามศึกษาวิจัยในการนำเซลล์นักฆ่ามาใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง ต่อมานักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่าเราสามารถกระตุ้นและเพิ่มจำนวนเซลล์นักฆ่าภายนอกร่างกายได้ และเซลล์นักฆ่าที่ถูกกระตุ้นและเพิ่มจำนวนภายนอกร่างกายนั้นมีประสิทธิภาพในการทำลายเซลล์มะเร็งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในมะเร็งหลายๆ ชนิด ทั้งมะเร็งก้อนและมะเร็งทางโลหิตวิทยา ทั้งในการศึกษาระดับหลอดทดลองและในสัตว์ทดลอง การค้นพบดังกล่าวจึงทำให้เริ่มมีการศึกษาวิจัยการรักษามะเร็งด้วยเซลล์นักฆ่าในผู้ป่วยมะเร็งที่มีโรคกลับเป็นซ้ำหรือไม่ตอบสนองต่อการรักษามาตรฐาน
เนื่องจากโดยปกติเซลล์นักฆ่ามีจำนวนน้อยมากในเลือด การจะนำเซลล์นักฆ่ามาใช้ในรักษาผู้ป่วยนั้นจำเป็นจะต้องนำเซลล์นักฆ่าออกมากระตุ้นและเพิ่มจำนวนเสียก่อนโดยจะมีขั้นตอนโดยสังเขปดังนี้กล่าวคือ 1) ทำการเจาะเก็บตัวอย่างเลือดจากผู้ป่วยหรือผู้บริจาค 2) ปั่นแยกเซลล์เม็ดเลือดขาวออกจากเลือด 3) คัดแยกเซลล์นักฆ่าออกจากเม็ดเลือดขาว 4) ทำการกระตุ้นและเพิ่มจำนวนเซลล์นักฆ่า ด้วยอาหารเลี้ยงเซลล์ชนิดพิเศษและโปรตีนไซโตคาย เป็นเวลา 2-3 อาทิตย์ 5) ตรวจสอบคุณภาพของเซลล์นักฆ่าที่ได้ในเชิงปริมาณ คุณภาพ ปลอดจากการปนเปื้อนและปลอดจากเชื้อโรค 6) นำเซลล์นักฆ่าประสิทธิภาพสูงที่ได้กลับไปให้แก่ผู้ป่วย โดยกระบวนการกระตุ้นและเพิ่มจำนวนทั้งหมดนี้จะทำอยู่ภายในห้องปฏิบัติการสะอาดปลอดเชื้อพิเศษ (Clean room) ในแบบที่คล้ายกับการผลิตยา
อย่างไรก็ดีจากการศึกษาวิจัยการรักษาโรคมะเร็งด้วยเซลล์นักฆ่าในระดับการวิจัยทางคลินิกในผู้ป่วยโรคมะเร็งที่มีโรคกลับเป็นซ้ำหรือไม่ตอบสนองต่อการรักษามาตรฐานนั้น กลับพบว่าประสิทธิภาพของการรักษามะเร็งด้วยเซลล์นักฆ่าในกลุ่มโรคมะเร็งก้อนทั้งหมดนั้นยังไม่ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ แต่พบว่าการรักษามะเร็งด้วยเซลล์นักฆ่านั้นมีประสิทธิภาพสูงในการควบคุมโรคและป้องกันโรคกลับเป็นซ้ำในมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดมัยอิลอยด์ โดยเฉพาะการใช้เซลล์นักฆ่าจาก พ่อแม่ พี่น้อง หรือลูกที่มีสารพันธุกรรมตรงกันเพียงครึ่งเดียว
ได้เริ่มวิจัยและพัฒนาการรักษาเซลล์บำบัดมะเร็งด้วยเซลล์นักฆ่า ตั้งแต่การทดสอบประสิทธิภาพในหลอดทดลอง การทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยในสัตว์ทดลอง การปรับปรุงกระบวนการผลิตและควบคุมคุณภาพของเซลล์นักฆ่าที่นำมาใช้ในผู้ป่วย รวมถึงการพัฒนาห้องปฏิบัติการพิเศษเพื่อผลิตเซลล์สำหรับการวิจัยด้านเซลล์บำบัดสำหรับโรคมะเร็ง
ซึ่งในปีพ.ศ. 2561 ศูนย์ภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็ง และ สาขาโลหิตวิทยา ฝ่ายอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ได้เริ่มโครงการนำร่องเพื่อศึกษาการรักษาผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่มีความเสี่ยงสูงด้วยเซลล์นักฆ่า โดยได้รับทุนวิจัยและการสนับสนุนเพิ่มเติมจาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ คณะแพทยศาสตร์ และ กองทุนภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็งจุฬาฯ ซึ่งโครงการนำร่องนี้มีจุดประสงค์หลัก 2 ข้อคือ 1) เพื่อประเมินความพร้อมของบุคลากร ไม่ว่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้มีหน้าที่ผลิตเซลล์ ทีมแพทย์และพยาบาล ความพร้อมของห้องปฏิบัติการและเทคโนโลยีสำหรับการเตรียมผลิตเซลล์ที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย เพื่อรองรับการให้บริการแก่ผู้ป่วยชาวไทย 2) เพื่อประเมินความปลอดภัยของการรักษาผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวชาวไทยด้วยเซลล์นักฆ่าจากผู้บริจาค
ปัจจุบันมีผู้ป่วยร่วมโครงการอยู่ 5 ราย ซึ่งเป็นผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวแบบเฉียบพลันชนิดมัยอิลอยด์ที่มีความเสี่ยงสูง โดยผู้ป่วยทั้ง 5 รายในโครงการนี้ ได้รับการรักษาด้วยเซลล์นักฆ่าจากผู้บริจาคทั้งหมด ซึ่งนักวิจัยประสบความสำเร็จในการกระตุ้นและเพิ่มจำนวนเซลล์นักฆ่าจากผู้บริจาค ให้มีปริมาณและคุณภาพที่ได้มาตรฐานสำหรับการใช้เซลล์จริงในผู้ป่วย ได้แก่ 1) สามารถเพิ่มจำนวนเซลล์นักฆ่าขึ้นมาได้ในระดับที่เพียงพอสำหรับการใช้ในผู้ป่วย 2) เซลล์นักฆ่าที่ได้ไม่มีเซลล์อื่นๆ ปนเปื้อนเกินมาตรฐาน 3) ตัวอย่างทั้งหมดสามารถผ่านมาตรฐานการตรวจควบคุมคุณภาพสำหรับเซลล์ที่จะนำไปใช้ในผู้ป่วย ทั้งในด้าน จำนวนเซลล์ สัดส่วนเซลล์มีชีวิต ความสามารถในการทำลายเซลล์มะเร็ง การไม่พบจุลชีพปนเปื้อน และ ไม่พบการปลอมปนของ endotoxin (พิษจากเชื้อแบคทีเรีย)
โดยในปี 2562 นี้ทางโครงการมีความตั้งใจจะเริ่มดำเนินโครงการต่อเนื่องเพื่อศึกษาประสิทธิภาพของการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวที่มีความเสี่ยงสูงด้วยเซลล์นักฆ่าในลำดับต่อไป
สำหรับในเรื่องการดูแลรักษา นอกจากที่กล่าวมาก็ยังมีการรักษาแบทางเลือกที่หลากหลายวิธี ที่สอดคล้องกันในหลายเรื่อง ทั้งสมุนไพร อาหาร
การรักษาด้วยหลินจือบำบัด เป็นวีธีการหนึ่งที่เรารูจักกันดี หลินจือเป็นอาหาร หลินจือมีสารอาหารที่เป็นที่โปรดปรานของ เซลล์เม็ดเลือดขาว รวมทั้งเซลล์นักฆ่า เมื่อเขาแข็งแรง เขาก็มีพลังในการปกป้องที่อยู่เขา คือ ร่างกาย
กินอาหารให้เป็นยา
หนึ่งในประสบการณ์ผู้ที่ใช้หลินจือกาโน รากและดอก 6 สายพันธุ์บำบัด
อ้างอิง https://www.md.chula.ac.th





















