โดย รศ.ดร.สุธาทิพ ภมรประวัติ
กลุ่มวิชาเภสัชโภชนศาสตร์ โครงการบัณฑิตศึกษา
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เกาต์ เป็นโรคข้อที่พบบ่อยชนิดหนึ่ง เกิดจากมีความเข้มข้นของกรดยูริกสูงในร่างกาย ทำให้เกิดผลึกยูเรต (โมโนโซเดียมยูเรต) มีรูปร่าง เหมือนเข็มแหลมๆ สะสม ณ อวัยวะต่างๆ ได้แก่ ข้อ เอ็น ไต ก่อให้เกิดการอักเสบ และทำความเสียหายให้อวัยวะ ต่างๆ เหล่านั้น
อาการ
อาการแรกที่พบบ่อยที่สุดคือ การปวดข้อนิ้วหัวแม่เท้าอย่างรุนแรง อาจตามด้วยอาการหนาวสั่นและ มีไข้ มักพบอาการครั้งแรกในเวลากลางคืน ในผู้ป่วยส่วนใหญ่จะพบว่ามีเหตุการณ์พิเศษ นำก่อนมีอาการ เช่น การกินอาหารเกินพอดี การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ความกระทบกระเทือนทางใจอย่างรุนแรง (trauma) การกินหรือได้รับยาบางชนิด เช่น การรับเคมีบำบัด หรือการผ่าตัด เป็นต้น
โรคเกาต์พบในเพศชาย มากกว่าเพศหญิง อาการปวดจะเกิดขึ้นมีการบวมแดงร้อนร่วมด้วย อาการบวมอาจเกิดชั่วครู่หรือนานเป็นวัน ขึ้นกับว่าผู้ป่วยสัมผัสตัวกระตุ้นมากน้อยเพียงใด หากเกิดการกำเริบบ่อยและนานพอ ก็จะเกิดการเสื่อมของข้อ เมื่อข้อเสื่อมแม้ไม่มีการอักเสบก็ปวดได้
อาการข้ออักเสบพบมากในฤดู ที่อากาศเย็น และมักเกิดกับอวัยวะที่อยู่ไกลจากหัวใจ เช่น ปลายมือ ปลายเท้า เพราะกรดยูริกละลายในของเหลวได้น้อยในอุณหภูมิต่ำ จึงมีการตกผลึกเกิดขึ้น และทำให้การไหลของเลือดลดลง
แนวทางการวินิจฉัยโรค
วินิจฉัย โรคจากการตรวจค่ากรดยูริกในเลือด หากมีค่าสูงมากเกินมาตรฐาน (hyperuricemia) ก็มีแนวโน้มที่จะเกิดการตกผลึกของยูเรต ทำให้เกิดโรคเกาต์ได้
การที่กรดยูริกในเลือดมีค่าสูงจะส่งผลให้เกิดการ สะสมของผลึกตามอวัยวะต่างๆ ได้ โดยทั่วไปจะถือว่ามีภาวะกรดยูริกในเลือดสูง (hyperuricemia) ก็เมื่อระดับกรดยูริกในเลือดมีค่าสูงเกินกว่า 7 มก./ดล. ในผู้ชาย และ 6 มก./ดล. ในผู้หญิง
บุคคลที่มีค่ากรดยูริกในเลือดสูงเกินมาตรฐานอาจไม่มีอาการโรคเกาต์ ส่วนผู้ป่วยที่เป็นโรคเกาต์ อาจไม่มีภาวะกรดยูริกในเลือดสูงก็ได้
ปริมาณ กรดยูริกที่สูงขึ้นในกระแสเลือด กว่าร้อยละ ๗๐ ของผู้ป่วยเกิดจากการเพิ่มการสังเคราะห์กรดยูริกในร่างกาย ร้อยละ ๓๐ เกิดจากการเสื่อมความสามารถ ในการขับกรดยูริกออกนอกร่างกาย
การรักษาโรคเกาต์
เกาต์ เป็นโรคเมแทบอลิซึมที่ควบคุมได้ดีมากด้วยการแพทย์แผนปัจจุบัน ในช่วงที่มีภาวะข้ออักเสบ จะมีการใช้ยาเพื่อลดอาการอักเสบภายใต้การดูแลของแพทย์ และกำจัดเหตุกระตุ้น เช่น การติดเชื้อ ความเครียด
ส่วนในช่วงที่โรคสงบแพทย์จะแนะให้ผู้ ป่วยควบคุม โรคร่วมอื่นๆ (เช่น ความดันเลือดสูง ไขมันในเลือดสูง ลดน้ำหนัก งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์) หลีกเลี่ยงอาหารที่กินแล้วเกิดอาการปวดข้อ เช่น เครื่องในสัตว์ ปลาซาร์ดีน สัตว์ปีก ชะอม กระถิน กะปิ อาหารทอด และน้ำซุปต้มเนื้อสัตว์ ผู้ป่วยแต่ละคนจะมีอาการจากอาหารไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นต้องใช้การสังเกตเอาเอง แพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยกินผักใบเขียวที่มีธาตุเหล็กสูง และดื่มน้ำมากๆ
กินอะไรดีจึงจะช่วยบรรเทาโรคเกาต์
๑. น้ำมันโอเมก้า ๓ (EPA eicosapentaenoic acid) ลด การสร้างสารลิวโคทรีน (leukotrine) ที่กระตุ้นให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อ ถ้ากินเป็นน้ำมันเมล็ดป่านแฟลกซ์ (flax seed oil) วันละ ๑ ช้อนโต๊ะก็พอ
๒. วิตามินอีลดการสร้างสารลิวโคทรีน ๔๐๐-๘๐๐ หน่วย (IU) ต่อวัน
๓. กรดโฟลิก กรด โฟลิกยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่สร้างกรดยูริก คล้ายฤทธิ์ยาอัลโลพูรินอล (allopurinol) ที่ใช้รักษาอาการโรคเกาต์ ๑๐-๔๐ มก. ต่อวัน
๔. สารสกัดเอนไซม์จากสับปะรด
โบ รมีเลน (bromelain) เป็นเอนไซม์ย่อยโปรตีนที่มีสมบัติต้านการอักเสบทั้งในสัตว์ทดลองและการวิจัย ทางคลินิกในมนุษย์ แต่ถ้าจะกินเอนไซม์โบรมีเลนหรือกินสับปะรดเพื่อ ต้านอักเสบให้กินสับปะรด ๑_๔ ผล (ขนาดเล็ก) วันละ ๒-๓ ครั้งหลังอาหาร ๑ ชั่วโมงครึ่ง มิฉะนั้นเอนไซม์ดังกล่าวจะไปย่อยโปรตีน
๕. เควอเซทิน ยับยั้ง การทำงานของเอนไซม์ที่สร้างกรดยูริกเช่นเดียวกับกรดโฟลิก ใช้ใบฝรั่งมีเควอเซทินสูงต้มน้ำดื่ม ใช้ใบฝรั่งสด ๓๐ กรัม ต้มกับน้ำ ๓_๔ ลิตร จนเดือด เคี่ยวไฟอ่อนครึ่งชั่วโมงยกลง ดื่มวันละ ๑-๓ แก้วหลังอาหาร ๑ ชั่วโมงครึ่ง
๖. ผลเชอร์รี่หรือผลไม้สีม่วงแดง กินผลเชอร์รี่สดหรือ เชอร์รี่บรรจุกระป๋องวันละ ๒๕๐ กรัมมีผลลดกรดยูริกในกระแสเลือด ผลไม้สีม่วงแดงมีสารแอนโทไซยานินและโพรแอนโทไซยานินซึ่งป้องกันคอลลาเจนจาก การถูกทำลาย นอกจากนั้น สารทั้งสองยังยับยั้งการสร้างสารลิวโคทรีนอีกด้วย สำหรับประเทศไทย กินลูกหว้าหรือมะเกี๋ยงแทนได้ หรือใช้น้ำร้อน ๑ แก้วชงดอกอัญชัญสด ๑ ดอก ๒ นาทียกดอกขึ้น ผสมน้ำเชื่อมพอหวานปะแล่มดื่มได้วันละ ๓ เวลา
๗. ขึ้นฉ่าย (celery) ขึ้นฉ่าย ฝรั่งก้านโตๆ มีสารต้านการอักเสบ มีขายในซูเปอร์มาร์เก็ต กินวันละ ๔ ก้าน หรือดื่มชาเมล็ดขึ้นฉ่าย ใช้เมล็ดครึ่งช้อนชาชงน้ำร้อน ๑ แก้วดื่ม ๑-๓ แก้วต่อวัน หรือจะซื้อสารสกัดเป็นแคปซูลแทนก็ได้
๘. ขมิ้นชันมีสาร เคอร์คูมิน (curcumin) ชะลอการสร้างพรอส-ตาแกลนดิน (prostaglandin) ซึ่งเกี่ยวข้องกับอาการปวด เป็นกลไกคล้ายกันกับกลไกระงับปวดของแอสไพรินและไอบูโพรเฟน ที่ปริมาณสูงๆ เคอร์คูมินกระตุ้นต่อมหมวกไต ให้หลั่งสารคอร์ติโซนเพื่อระงับการอักเสบและความปวดจากการอักเสบดังกล่าว
กินขมิ้นชันสดชิ้นเท่า ๒ ข้อนิ้วก้อย ๓ เวลาก่อนอาหารก็ควรจะได้เคอร์คูมินพอสำหรับบรรเทาอาการเกาต์นี้
อย่า ลืมดื่มน้ำสะอาดวันละ ๘ แก้ว งดเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ คุมความดันเลือดและปริมาณไขมันให้ดีจะได้ไม่ต้องปวดหัวแม่เท้าจากโรค เกาต์อีก
สำหรับ http://www.hlingzhi.com เป็นเว็บไชต์ เรื่องเห็ดหลินจือ กาโน เอ็กเซล ได้บอกว่า
โรค ข้อที่เรียกว่า "เก๊าต์" เกิดจากกรดยูริคตกผลึกจับที่ข้อ จนเกิดอาการปวด บางรายปวดถึงใจหรืออาจปวดจนเดินไม่ไหวกันทีเดียว ชนิดอาจต้องเดิน 3 ขาก็เห็นมาแล้วครับ
แต่ สำหรับหลินจือ บอกได้ว่า การรักษาโรคเก๊าต์เป็นเรื่องเล็กมาก เริ่มต้นให้ใช้กาแฟ 3 อิน 1 ของกาโน ผสมด้วยรากสัก 2 แค็ปซูลก่อนแล้วดื่มกินก่อนนอนสัก 3 คืน จากนั้นให้เริ่มต้นกินหลินจือ ราก 1 + ดอก 1 + สกาโน 1 ตอนเช้า ตื่นขึ้นมาให้กินเลยก่อนทำธุรกิจส่วนตัว กินติดต่อกัน 3 วัน ๆ ที่ 4 ให้เพิ่มนวนเท่ากันในมื้อก่อนอาหารเย็นประมาณ 1 ชม. จากนั้นทุก ๆ วันที่ 4 ให้เพิ่มจำนวนไปเรื่อย ๆ จน ราก 3 + ดอก 3 + สกาโน 2 ก็หมายความว่ากินหลินจือ เช้า กับ เย็น ครับ ในช่วงตลอดวันหรือเวลาไหนก็ได้ ควรจะดื่มกาแฟกาโน 3 อิน 1 ร่วมด้วย โดยเฉลี่ยแล้วประมาณสัก 3 เดือนแทบจะหายปลิดทิ้งทีเดียว บางรายแค่อาทิตย์เดียวก็เดินปร๋อแล้วละครับ แต่ไม่ได้หมายความว่าหายขาดในตอนนั้นนะ
อย่างน้อย ๆ ต้องกินติดต่อกันไม่ต่ำกว่า 3 เดือน
สิ่ง ที่ควรระวังก็คือ โดยส่วนใหญ่ หลังจากกินหลินจือแล้วจะมีอาการขับพิษที่ค่อนข้างรุนแรง ก็คือ อาจมีอาการปวดเพิ่มมากขึ้นครับ แต่เดี๋ยวนี้โชคดีที่เรามี สกาโน เป็นตัวตัดความเจ็บปวด จนบางรายไม่มีอาการปวดใด ๆ เลยครับ ดังนั้น ถ้าจะให้คนเป็นโรคเก๊าต์กิน ต้องบอกให้เขารู้ตัวก่อนว่า อาจมีอาการปวดเพิ่มขึ้น ให้อดทนเอาไว้ สักไม่กี่วันก็หายปวด แล้วจะเดินตัวปลิวกันทีเดียวแหละครับ แต่บางราย (น้อยมาก) กินแล้วไม่มีอาการปวดใด ๆ เลย กลับจะลดความทรมานจะที่ปวดเดิม ๆ อยู่แล้ว ชนิดปลิดทิ้งทีเดียวเหมือนกัน มีความรู้สึกตัวเบา เดินเหินสะดวกเหมือนเบาตัวเดินตัวปลิวกันก็เยอะครับ
ที่มา http://www.doctor.or.th
http://www.lingzhithai.com



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น