30.4.58

เห็ดหลินจือเป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษาโรคหัวใจ

เห็ดหลินจือเป็นทางเลือกหนึ่งใน การรักษาโรคหัวใจ
       ดูการทำงานของหัวใจ ตั้งแต่เกิดจนกระทั้งตายเขาไม่เคยหยุดพัก เหตุใดพวกเราหลายท่านนอกจากไม่เคยทะนุถนอมหัวใจแล้ว ยังทำร้ายหัวใจสารพัด 
       เพราะคนปกติมีชีวิตอยู่ได้ด้วยระบบสำคัญ 2 ระบบ คือระบบหายใจและระบบไหลเวียนเลือด ระบบหายใจ ซึ่งมีปอดเป็นอวัยวะสำคัญ จะทำงานโดยหายใจเอาอากาศดีที่มีออกซิเจนสูงจากอากาศภายนอก ผ่านจมูก และ หลอดลมเข้าไปในปอด แล้วหายใจเอาอากาศเสียที่มีคาร์บอนไดออกไซด์จากในปอดผ่านหลอดลม และ จมูกออกมาสู่ภายนอก
       ระบบไหลเวียนเลือดมีหัวใจเป็นอวัยวะสำคัญ ทำงานโดยหัวใจจะสูบฉีดเลือดที่รับออกซิเจนจากปอดไปเลี้ยง เซลล์ต่างๆ ของร่างกาย เช่น สมอง ลำตัว แขนขา แล้วรับคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นของเสียจากการทำงาน ของเซลล์มาที่ปอด เพื่อให้ระบบหายใจพาออกไปทิ้งยังอากาศนอกตัวเรา
  ดูการทำงานของหัวใจ  เขาทำงานโดยไม่เคยหยุดพัก 
  แต่ถ้าเป็นโรคหัวใจ หรือไม่เป็น การปฐมพยาบาลเบื้องต้น การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานก่อนถึงมือหมอ

วิดีทัศน์การทำงานของหัวใจและสาเหตุโรคหัวใจ
     การรู้จักนำสมุนไพรมาใช้ในการรักษาตัว เป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษาเห็ดหลินจือก็เป็นหนึ่งในนั้น   

เห็ดหลินจือ รักษาโรคหัวใจ โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ
       ตอนนี้จะพูดถึงเห็ดหลินจือกับโรคเส้นเลือดหัวใจตีบเเละโรค Stroke สองโรคนี้เท่านั้น ซึ่่งความจริิงเเล้ว เห็ดหลินจือถูกนำมาใช้ในการรักษาโรคอื่นๆมากมายไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็ง โรคตับ โรคไตวาย โรคภูมิ  คุ้มกันบกพร่องหรือโรคภูมิเพี้ยนเเต่จะกล่าวในที่นี้
      

                                     
ช่วยดูแลเขา(หัวใจ)ด้วย



เห็ดหลินจือ รักษาโรคเส้นเลือดหัวใจตีบกับ โรคstroke

       ตอนนี้จะพูดถึงเห็ดหลินจือกับโรคเส้นเลือดหัวใจตีบกับ โรค Stroke เเต่ก่อนอื่นขอเเนะนำหนังสือของคุณหมอก่อน เพื่อเป็นเกียรติที่คุณหมอเขียนหนังสือที่มีประโยชน์ให้ความรู้เเก่เรา หนังสือที่พูดถึงก็คือหนังสือ "หลิงจือ กับ ข้าพเจ้า" เขียนโดย นพ.บรรเจิด ตันติวิท ซึ่งอธิบายหลักการทำงานของเห็ดหลินจือเเละประสบการณ์ในการรักษาเห็ดหลินจือ ให้เเก่ผู้ป่วย ซึ่งคุณหมอได้เขียนไว้น่าอ่านมาก ราคาเล่มละ 160 บาทในที่นี้ขอประมวลความรู้ที่ได้จากการอ่านหนังสือ "หลิงจือ กับ ข้าพเจ้า" ของ นพ.บรรเจิด  ตันติวิท เฉพาะบางเรื่อง

ทำไมเห็ดหลินจือถึงสามารถรักษาโรคหัวใจเส้นเลือดหัวใจตีบเเละโรคStrokeได้
       ก่อนอื่นต้องรู้สาเหตูของโรคเหล่านี้ก่อน โรคเส้นเลือดหัวใจตีบเกิดจาก 2 สาเหตุใหญ่คือ
       1.สาเหตุที่หนึ่งการเกาะตัวของลิ่มเลือดทำให้เส้นเลือดอุดตัน โดยปกติเเล้วการก่อตัวของ
เกร็ดเลือดให้เป็นลิ่มเลือดนั้นมีความจำเป็นต่อ การห้ามเลือดเเละการสมานแผลแต่หากลิ่มเลือดเกาะตัวง่ายจนเกินไปทำให้เกิด ปัญหาเส้นเลือดอุดตัน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรค เส้นเลือดหัวใจตีบ กล้ามเนื้อหัวใจตายเเละโรค Stroke กล่าวคือถ้าเส้นเลือดที่อุดตันเป็นเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจก็เป็นโรคเส้น เลือดหัวใจตีบ ถ้าอุดตันมากจนเลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่พอก็จะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย เเต่ถ้าเส้นเลือดที่อุดตันเป็นเส้นเลือดในสมองก็จะเรียกว่าโรค  Stroke
      โรค Stroke เกิดจากเส้นเลือดในสมองอุดตัน เเละเส้นเลือดในสมองแตก ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่ได้ เกิดภาวะสมองขาดออกซิเจน ในที่สุด

        เห็ดหลินจือช่วยได้:เห็ดหลินจือสามารถละลายลิ่มเลือดไม่ให้อุดตันได้ เห็ดหลินจือมีสารสำคัญที่ เรียกว่า นิวคลีโอไทด์ ซึ่งมีคุณสมบัติละลายลิ่มเลือดที่อุดตัน ไม่ให้ลิ่มเลือดเกาะตัวง่ายเกินไป จนเกิดการอุดตันของเส้นเลือด เห็ดหลินจือไม่ได้ช่วยแค่เส้นเลือดที่หัวใจเท่านั้น ยังรวมถึงเส้นเลือดทุกแห่ง รวมทั้งเส้นเลือดในสมองด้วย เห็ดหลินจือจึงสามารถรักษาโรค Stroke ได้
       นอกจากนั้น เห็ดหลินจือช่วยในการเพิ่มออกซิเจนที่สะสมในเนื้อเยื่อ เห็ดหลินจือมีสาร
เยอร์มาเนียมที่ช่วยในการเพิ่มออกซิเจนที่สะสมในเนื้อเยื่อ เมื่อร่างกายขาอดออกซิเจนก็สามารถ
ดึงออกซิเจนจากเนื้อเยื่อบริเวณนั้นได้ ทำให้รอดพ้นจากสภาวะวิกฤต อันนี้ขออธิบายทีหลัง
      2. สาเหตุที่สองคือ ไขมันและคอเลสเตอรอลในเลือดมากเกินไปจนเกาะเส้นเลือดทำให้เกิดการอุดตัน เมื่อเส้นเลือดหัวใจตีบมากจนอุดตัน เลือดก็ส่งไปเลี้ยงหัวใจไม่ทัน เกิดภาวะขาดออกซิเจนไปเลี้ยงหัวใจ

เห็ดหลินจือช่วยได้ : เห็ดหลินจือช่วยลดไขมันและคอเลสเตอรอลในเลือด เห็ดหลินจือมีสาร
     ไตรเทอร์ปีนอยด์ ช่วยลดไขมันและคอเลสเตอรอลในเลือดไม่ให้มีมากเกินไป ซึ่งเห็ดหลินจือก็ช่วยขจัดอีกสาเหตุหนึ่งของโรคไปได้

สรุป : เห็ดหลินจือช่วยรัีกษาโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ กล้ามเนื้อหัวใจตาย และโรค Stroke ได้นั่นเป็นเพราะว่า
      1. เห็ดหลินจือสามารถละลายลิ่มเลือดไม่ให้อุดตันได้
      2. เห็ดหลินจือช่วยในการเพิ่มออกซิเจนที่สะสมในเนื้อเยื่อ ทำให้รอดพ้นหากเกิดสภาวะวิกฤตเมื่อหัวใจหรือสมองขาดออกซิเจน
      3. ช่วยลดไขมันและคอเลสเตอรอลในเลือดไม่ให้มีมากเกินไป
      4. คนที่เป็นโรคหัวใจรักษาด้วยแผนปัจจุบันต้องรับประทานยาไปตลอด ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าการรับประทานยาแผนปัจจุบันไปนาน ๆ ตับจะเสื่อม เห็ดหลินจือยังช่วยบำรุงตับให้ดีขึ้นอีกด้วย

คุณหมอยังอธิบายถึง การผ่าตัดทำบายพาส (By-Pass) อีกด้วยว่า การผ่าตัดทำบายพาส คือการเอาเส้นเลือดที่อื่นไปเชื่อมต่อกันเส้นหัวใจเพื่อให้เลือดเบี่ยงจาก ส่วนที่ตีบ การผ่าตัดทำบายพาส หรือจะเป็นการทำบอลลูนขยายเส้นเลือดเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ต้นเหตุของเส้นเลือดตีบไม่ได้รับการแก้ไข

ทำไมเห็ดหลินจือถึงช่วยผู้ป่วยที่เป็นโรคเกี่ยวกับการขาดออกซิเจนฉับพลันให้รอดพ้นจากสภาวะวิกฤตได้
      อาหารที่เรากินเข้าไปโดยเฉพาะแป้ง โปรตีน ไขมัน โดยโครงสร้างของมันจะประกอบด้วย    คาร์บอน กับ ไฮโดรเจน เมื่อร่างกายเผาผลาญอาหารโดยใช้ออกซิเจนแล้ว จะเกิดของเสีย 2 ตัวคือ คาร์บอนไดออกไซด์และไฮโดรเจน ซึ่งของเสียทั้ง 2 ตัวนี้จะต้องถูกกำจัดออกไปจากร่างกาย คาร์บอนไดออกไซด์จะถูกกำจัดออกโดยการหายใจโดยจะระบายออกทางปอด ส่วนไฮโดรเจนจะถูกกำจัดโดยใช้ออกซิเจนในร่างกายมาจับกันกลายเป็นน้ำแล้ว ระบายออก ดังนั้นออกซิเจนที่เราหายใจเข้าไปจึงแบ่งเอาไปใช้ 2 ส่วน คือส่วนหนึ่งใช้เป็นเชื้อเพลิงในการเผาผลาญอาหาร อีกส่วนหนึ่งใช้ในการกำจัดของเสีย หากมีออกซิเจนเหลือก็จะถูกเก็บสำรองไว้ในเนื้อเยื่อ

เหตุผลที่เห็ดหลินจือสามารถช่วยผู้ป่วยที่่่่เป็นโรคเกี่ยวกับการขาดออกซิเจนฉับพลันให้รอดพ้นจากสภาวะวิกฤตได้ ก็ เพราะในเห็ดหลินจือมีสารเยอร์มาเนียม สารนี้มีโครงสร้างที่สามารถจับตัวกับไฮโดรเจนแล้วขับออกจากร่างกายได้ ทำให้เห็ดหลินจือ ช่วยขจัดของเสียอย่างไฮโดรเจนไป ทำให้ร่างกายมีออกซิเจนเหลือจึงเก็บสำรองไว้ในเนื้อเยื่อต่าง ๆ ได้นั่นคือเห็ดหลินจือช่วยในการขจัดของเสียแทนออกซิเจน ร่างกายจึงมีออกซิเจนเหลือเก็บไว้ในเนื้อเยื่อ หากเกิดเหตุการณ์ขาดออกซิเจนฉับพลัน ร่างกายก็จะดึงเอาออกซิเจนจากเนื้อเยื่อบริเวณนั้นมาใช้ได้

ผู้ป่วยโรคใดบ้างที่มีความเสี่ยงเกิดภาวะการขาดออกซิเจนฉับพลัน โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายฉับพลันหรือ Heart Attack โรค Stroke โรคถุงลมโป่งพอง เป็นต้น
    
   ทั้งหมดที่เสนอมาเป็นข้อมูลให้ท่านได้พิจารณาดูแลหัวใจ ผู้ที่ทำงานไม่เคยหยุดพัก

 Reference
http://www.thaiheart.org
หนังสือ "หลิงจือ กับ ข้าพเจ้า" โดย นพ.บรรเจิด   ตันติวิท
http://ganopom.blogspot.com

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น