20.4.58

เมื่อคุณหมอใช้เห็ดหลินจือรักษาตัว และการฝังแร่ถาวรรักษามะเร็งอันตราย

      เมื่อคุณหมอใช้เห็ดหลินจือรักษาตัว
 รวบรวมเรียบเรียงโดย จุ๊กจุ่น


     อะไรก็ได้ขอให้ใช้แล้วหาย ใช้แล้วสุขภาพดีขึ้นถึงแม้ไม่เต็มร้อย แต่ก็ขอให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ อย่างที่เป็น โดยที่ไม่เดือดร้อน 
ซึ่งเป็นคุณหมอที่ผมติดตามอ่านผลงานของท่านเป็นประจำ ท่านเขียนว่า 
       คำเตือน..แพทย์ พยาบาล และบุคลากรการแพทย์ทุกแขนง รวมทั้งผู้ที่ทำงานแพทย์ทางเลือก เมื่อรักษาผู้ป่วยมะเร็งทุกรายในขณะนี้ให้ถามไว้เสมอว่า ' ได้ไปรับการรักษาที่รพ.ชื่อดังแห่งหนึ่งในจีน ซึ่งกำลังดังมากในขณะนี้หรือไม่ และเมื่อไปแล้วได้รับการฝังแร่หรือไม่' ถ้าได้ไปก็ให้รีบปฏิบัติตามประกาศฉบับนี้ครับ...นี่เป็นการประกอบโรคศิลป์ ผิดจรรยาบรรณของ ร.พ.เมืองจีนที่กำลังแพร่รังสีแก่คนแวดล้อมผู้ป่วยให้รับ อันตรายโดยไม่รู้ตัว
       หลังจากคุณหมอ บรรจบ ได้นำเสนอเรื่องราว อันน่ากลัวครั้งนั้นแล้ว  ความจริงเรื่องแบบนี้น่าจะเป็นข่าวปรากฎในสื่อมวลชนให้ประชาชน และผู้เกี่ยวข้องได้ตระหนักบ้าง
       แต่ก็เงียบ 
       คุณหมอ นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุลได้เขียน อีกครั้งหนึ่ง เป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก

"ฝังแร่ถาวร" ภาครัฐฯอย่าคิดแค่ว่า "รพ.อยู่เมืองจีน เราไม่สามารถทำอะไรได้"

       โรงพยาบาลรักษามะเร็งแห่งหนึ่งในประเทศจีนที่กว่างโจว ซึ่งเดี๋ยวนี้ไม่ต้องเอ่ยชื่อใครๆก็รู้จัก เพราะรพ.นี้ได้มาทำการโฆษณาเรื่องการรักษามะเร็งอย่างหนักที่เมืองไทยมาหลาย ปี มีการเปิดแถลงที่กรุงเทพฯ และมีแพทย์ชาวจีนมาให้คำแนะนำ มีการโฆษณาทางโทรทัศน์ อินเตอร์เนต หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่อีกมากมาย แถมยังโฆษณาว่ารักษามะเร็งฟรีเพื่อเฉลิมพระเกียรติอีกด้วย (ไม่รู้จะเข้าข่ายแอบอ้างเบื้องสูงหรือเปล่า) ผลก็คือมีคนไทยไปรักษามะเร็งที่นั่นจำนวนไม่น้อย วิธีที่แปลกแหวกแนวนอกเหนือข้อกำหนดทางการแพทย์สากลว่าด้วยการรักษามะเร็งก็ คือ การฝังแร่ถาวรเข้าไปล้อมก้อนมะเร็งในร่างกาย วิธีนี้การแพทย์แบบแผนมีใช้เหมือนกัน เฉพาะกับมะเร็งต่อมลูกหมากในระยะต้น แต่รพ.แห่งนี้เล่นใช้วิธีนี้กับมะเร็งทุกมะเร็ง ทุกระยะ เช่นมะเร็งเต้านม มะเร็งปอด กระทั่งมะเร็งที่แพร่กระจายไปปอด กระดูก ท้อง สมอง ก็ฝังเข้าไปตามอวัยวะนั้นๆจากนั้นก็ให้ผู้ป่วยกลับบ้าน แล้วนัดไปฝังแร่ซ้ำอีกหลายๆครั้งจนผู้ป่วยบางรายก็เสียชีวิต
       การปล่อยให้ผู้ป่วยกลับบ้านไปเลยทั้งที่มีแร่กัมมันตภาพรังสีอยู่ในตัว และแพร่รังสีไปรอบทิศ ผู้คนรอบข้างที่รับรังสีถ้าเป็นหญิงมีครรภ์มีสิทธิ์ทารกตายคลอด คลอดผิดปกติ พิกลรูป ทั้งเด็กเล็กและผู้ใหญ่อาจเป็นมะเร็งได้อีกด้วย
        ที่ศิริราชพบว่ามีผู้ป่วยหลายรายมีปริมาณรังสีแพร่กระจายออกมาทางผิวหนังมาก ศัลยแพทย์ พยาบาลและเจ้าหน้าที่ระดับต่างๆที่เข้าไปดูแลรักษาผู้ป่วยต้องโดนรังสี รวมทั้งคนในครอบครัว ญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงในที่ทำงานอีกด้วย แม้เมื่อผู้ป่วยตายไป กัมมันตภาพรังสีก็ยังอยู่ในศพกระทั่งเถ้ากระดูก
       พอเรื่องนี้ทำท่าจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ ก็มีการประชุมกันขึ้นมาโดยมีท่านรมช.กระทรวงสาธารณสุข อธิบดีกรมการแพทย์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งฯ ราชวิทยาลัยรังสี รวมถึงอาจารย์แพทย์อีกหลายท่าน ที่ประชุมต่างเห็นความสำคัญของเรื่องนี้ แต่ที่น่าแปลกใจก็คือ ผลสรุปในด้านมาตรการการจัดการกับกรณีนี้กลับสรุปเอาตรงที่ว่า “ไม่สามารถดำเนินกับกับรพ.ดังกล่าวได้ เนื่องจากผู้ป่วยไปรักษาที่จีน แพทยสภาไม่สามารถทำอะไรได้”
       แต่ผมกลับมีความคิดเห็นดังนี้ครับ:
       1.สำนักกำกับดูแลความปลอดภัยทางรังสี ของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานนี้มีพันธกิจที่ประกาศไว้ว่า: กำกับดูแลความปลอดภัยทางรังสี ประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภายในประเทศและต่างประเทศเกี่ยวกับกรกำกับ ดูแลความปลอดภัยทางรังสี หน่วยงานนี้ต้องรับผิดชอบเต็มๆ นอกจากต้องเรียกร้องหาความปลอดภัยทางรังสีให้แก่สุขภาพคนไทยแล้ว ยังต้องดูแลการปนเปื้อนกากปรมาณูจากเถ้าธุลีของคนตายที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม ในประเทศไทยอีกด้วย
        2.กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงไอซีที ย่อมสามารถพิจารณาความถูกต้องเหมาะสมในการดำเนินธุรกิจ หรือเผยแพร่เวปไซต์ของรพ.ดังกล่าวในประเทศไทย ธุรกิจของรพ.เมืองจีนดังกล่าวจะไม่สามารถดำเนินการทางการตลาดในประเทศไทยได้ ถ้าไม่มีสำนักงานตัวแทน ผู้จัดการหรือนายหน้าที่มาดำเนินการชักชวนผู้ป่วยคนไทยไปรักษา รวมทั้งยังมีสื่อโฆษณาต่างๆ เวปไซต์ของบริษัทดังกล่าวที่เผยแพร่อยู่ในประเทศไทย ถ้าในกระทรวงสาธารณสุขพยักหน้าทีเดียวว่า วิธีนี้เป็นทุเวชกรรม
            3.กรมการแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุขอย่าเพิ่งดูถูกตัวเองว่าไม่ สามารถจัดการอะไรได้ เพราะประเทศไทยกับจีนมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันแม้กระทั่งการแพทย์และสาธารณ สุข จีนมีนโยบายที่จะ “ขาย” การบริการการแพทย์แบบดราม่ามาโดยตลอดเช่นการบังคับให้ทุกบริษัททัวร์เอา ลูกค้าไปชมการใช้มือลูบโซ่เหล็ก จับชีพจรแล้วคนทั้งทัวร์ก็เปลี่ยนจากคนดีเป็นคนป่วยไปหมด ต้องซื้อยาของเขาคนละหมื่นสองหมื่น เรื่องมะเร็งก็เหมือนกันจีนคงอยากจะขายบริการของเขาด้วย แต่โลกสมัยนี้ย่อมมีกฎ กติกา จรรยา มารยาท โดยเฉพาะการประกอบโรคศิลป์ ถ้าการฝังแร่ถาวรล้อมก้อนมะเร็งไปทุกมะเร็ง ทุกระยะ และทั่วร่างกายนี้ ไม่มีที่ไหนที่เขาทำกัน ถ้าจีนเห็นว่าดี ต้องมีวิจัย ถ้าไม่มีก็อย่ามาทำกันเละละเกะกะแบบนี้
           ผมเชื่อว่าถ้าติดต่อไปในระดับกระทรวงต่อกระทรวง ก็น่าจะได้รับความร่วมมือที่ดี ประเทศจีนมีระบบบริหารที่รวมศูนย์ ถ้าส่วนกลางเขาเข้าใจในความไม่ถูกต้องและปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น ก็อาจมีคำสั่งระงับบริการของรพ.ดังกล่าวได้ ดีไม่ดี อาจมีการตัดสินลงโทษผู้บริหารรพ.หรือผู้เกี่ยวข้อง ก็ได้ใครจะรู้ เมืองจีนกว้างขวางคนจีนทำอะไรออกมาแต่ละอย่างบางทีทำให้ประเทศชาติเสียชื่อ เช่นทำนมผงปลอม ทำไข่ปลอม ทำข้าวสารปลอม เอาเก๋ากี้ที่คนกินแล้วไปตากแห้ง มาบรรจุขายใหม่ การแพทย์ทุเวชกรรม แบบนี้ก็ใช่ย่อย ถ้าส่วนกลางของเขารู้ ก็คงไม่ปล่อยไว้
         นอกจากไม่ให้รักษาแบบนี้ต่อไปแล้ว รายที่ทำผ่านมากระทรวงของเราก็น่าจะขอความร่วมมือ หาประวัติของผู้ที่เคยผ่านการฝังแร่ทั้งหมดจากรพ.แห่งนี้มา เพื่อมาดำเนินการเฝ้าติดตามผู้ป่วยที่แพร่กระจายอยู่ทั่วประเทศไทยเวลานี้ และอาจต้องติดตามไปถึงการเก็บกวาดกากปรมาณูจากผู้เสียชีวิตอีกด้วย

       ตัวอย่างข้างต้นเมื่อฝังแร่ ในแร่มีรังสี รังสีนี้เป็นอันตรายกับคนรอบข้าง ทั้งหมอ พยาบาล คนในครอบครัว เสียชีวิตแล้วแพร่ไปถึงพระสงฆ์ สัปเหร่อ แม้กระทั้งเป็นเถ้าถ่านแล้ว รังสีก็ยังแผลงฤทธิ์
        อย่างว่าละครับ คนป่วยอะไรก็ได้ขอให้ช่วยชีวิตได้ ใครว่าอะไรดี เป้นต้องเสาะแสวงหา  
      เรื่องต่อไปนี้ ท่านบอกว่าดี ที่สำคัญไม่อันตราย
     
      ตัวอย่างผู้รู้ที่ใช้เห็ดหลินจือ รักษาตัว


      นายแพทย์บรรเจิด ตันติวิท แพทย์แผนปัจจุบันผู้เขียนหนังสือ "หลิงจือกับข้าพเจ้า" เป็นผู้หนึ่งซึ่งตัดสินใจรับประทานเห็ดหลินจือ ภายหลังจากที่ได้ศึกษาค้นคว้าจนเกิดความมั่นใจในสรรพคุณทางยาและการปราศจากพิษ

      "เมื่อตัดสินใจทานหลิงจือ ผมคิดเพียงว่าจะให้มันช่วยบำรุงสุขภาพเท่านั้น ไม่เคยคิดจะให้รักษาโรคหรืออาการของผมเลย โดยปกติแล้ว ยาบำรุงต่างๆ เมื่อทานเข้าไป ผลที่ได้จะไม่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน อย่างน้อยก็ไม่รวดเร็วทันตาเหมือนยารักษาโรค แต่สิ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจมากภายหลังการทานเห็ดหลิงจือ คือ อาการหลายอย่างที่เป็นมานานหลายสิบปี เช่น มือสั่นหรือกัดปากตัวเองหายไป ต่อมน้ำเหลืองหลังต้นคอด้านขวาที่เคยอักเสบหดเล็กลงจนเกือบคลำไม่พบ"

      ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น นายแพทย์บรรเจิด ได้ให้ความเห็นในเรื่องดังกล่าวว่า อาการมือสั่นมีหลายชนิด เกิดจากสาเหตุต่างๆ กัน ทั้งที่เป็นโรคและมิใช่โรค อีกทั้งยังมีสารบางชนิดที่ทำให้มือสั่นได้ อาทิ อดรีนาลีน (Adrenaline) เป็นต้น
      สำหรับอาการมือสั่นของคุณหมอ เป็นชนิดที่เรียกว่า "Familial Tremor" ซึ่งนับเป็นโรคกรรมพันธุ์ น้องและลูกทั้ง 4 คน (จากทั้งหมด 5 คน) ก็มีอาการเช่นกัน "อาการนี้จะเป็นมากเมื่อหิวหรือตื่นเต้นบางครั้งเป็นหนักถึงขั้นทำให้ผมเขิน เพราะขณะที่ยื่นมือไปตักแกง มือผมสั่นจนแกงหกต่อหน้าต่อตาแขกร่วมโต๊ะ"

      แต่หลังจากเริ่มทานเห็ดหลินจือไประยะหนึ่ง อาการดังกล่าวก็หายไป "อาการมือสั่นของผม คิดว่าคงเกี่ยวข้องกับอดรีนาลีน สารชนิดนี้จะเข้าไปกระตุ้นการทำงานของหัวใจและทำให้กล้ามเนื้อเกิดความตื่น ตัวสูง (เช่นเดียวกับ ยาบ้า ก็คือสารประเภทนี้นี่เอง) ซึ่งร่างกายของผมอาจมีแนวโน้มในการผลิตสารนี้มากไป"
      แล้วเห็ดหลินจือเข้าไปทำอะไร จนทำให้อาการมือสั่นหายไปได้
       "เป็นที่ยอมรับว่าเห็ดหลิน จือมีผลทางการระงับประสาท อาจเป็นสารชนิดเดียวกับที่พบในชาจีน คือ ธีแอนิน (Theanine) ซึ่งให้ผลตรงข้ามกับคาแฟอีนที่ทำให้ประสาทตื่นตัวและเกิดการเสพติด"
      "รวมทั้งสรรพคุณเห็ดหลินจือ ด้านการควบคุมการทำงานของสมอง ประสาท และกล้ามเนื้อ ทำให้อาการกัดปากตัวเองเป็นประจำของผมหายไป โรคพาร์กินสัน ซึ่งเกิดจากการประสานงานของกล้ามเนื้อบกพร่อง เห็ดหลินจือก็น่าจะช่วยได้"

       อีกกรณี คือ ต่อมน้ำเหลืองหลังต้นคอด้านขวาที่เคยอักเสบ หดเล็กลงจนเกือบคลำไม่พบ นายแพทย์บรรเจิดไขข้อข้องใจให้ดังนี้

      "เป็นเรื่องน่ายินดีที่ต่อม น้ำเหลืองหลังต้นคอด้านขวา ซึ่งเป็นมาตั้งแต่ยังเรียนหนังสือได้หดเล็กลง ปกติแล้ว ต่อมน้ำเหลืองเมื่อเกิดการอักเสบ หลังจากหายจะมีเส้นใย "Fibrous Tissue" มาแทนที่ทำให้เกิดเป็นเต้าแข็ง เส้นใยนี้เมื่อมีขึ้นแล้วจะคงอยู่อย่างถาวร ยิ่งนานวันก็ยิ่งแข็ง"

      "การที่เห็ดหลินจือทำให้ ต่อมน้ำเหลืองของผม ซึ่งแต่เดิมเคยมีขนาดประมาณ 1 เซนติเมตร หดเล็กลงจนเกือบคลำไม่พบได้นั้น น่าจะมีความหมายในทางการแพทย์ ซี่งผมได้ตั้งเป็นทฤษฎี (ความเห็น) ที่ชื่อ "ทฤษฎีใยแผลเป็น" ขึ้นมา"

      ทฤษฎีใยแผลเป็นของคุณหมอ กล่าวถึงการที่เนื้อเยื่อหรืออวัยวะใดๆ (ทั้งภายในและภายนอก) เมื่อถูกทำลายจากการบาดเจ็บ อักเสบ หรือสารพิษแล้ว หลังจากได้รับการบำบัดซ่อมแซมด้วยเส้นใยใหม่ (เป็นกรรมวิธีตามธรรมชาติของร่างกาย) จะก่อใหเกิดแผลเป็นขึ้นมา บางครั้ง "ใยแผลเป็น" นี้เองที่สร้างปัญหาในการทำงาน (เช่น ไปเหนี่ยวรั้ง ดึง เบียด ให้เนื้อเยื่อเสียรูปทรง) ขณะที่เห็ดหลินจือสามารถละลายเส้นในให้กลายเป็นใยแผลที่อ่อนนิ่มและหดตัว เล็กลงได้

      "ผมคิดว่าสารสเตอรอยด์ ธรรมชาติในเห็ดหลินจือมีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดผลเช่นนี้ เช่นเดียวกับสเตอรอยด์สังเคราะห์ในยาแผนตะวันตกที่ผมเคยใช้รักษาแผลเป็น (ที่โตผิดปกติ) บนผิวหนัง เมื่อฉีดสเตรอยด์สังเคราะห์เข้าไป แผลเป็นจะนิ่มลงและหดตัว สรรพคุณนี้ทำให้เห็ดหลินจือมีคุณประโยชน์มาก โรคทั้งหลายที่มีใยแผลเป็นต้นเหตุ หรือต้องการหาวิธีป้องกันไม่ให้เกิดแผลเป็นมากเกินไป เห็ดหลินจือน่าจะช่วยได้"
     เป็นตัวอย่างหนึ่งของผู้รู้ที่ใช้เห็ดหลินจือในการรักษาตัว  เป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษาตัว ที่ตั้งอยู่บนหลักวิชาการ มาให้ท่านได้พิจารณา เป็นทางเลือกในการนำมารักษาชีวิต
     หนทางในการนำมารักษาชีวิตนั้น มีหลายทางให้เลือกเดินเลือกรักษา ทางที่เดินทางที่รักษานั้น มีงานวิชาการรองรับ มีผู้รู้ให้คำชี้แนะ มีการใช้อย่างแพร่หลาย มีตัวอย่างของผู้ที่ใช้แล้วได้ผล 
     เมื่อเจ็บป่วย อย่าสิ้นหวัง

2 ความคิดเห็น:

  1. ขอโทษนะครับ หาใช่เป็นหมอไม่ แต่เป็นผู้ป่วยคนหนึ่งที่ใช้เห็ดหลินจือในการรักษาตัวเอง คำถามของคุณ คำตอบของท่านนี้น่าจะเป็นข้อมูล ยิ้มสู้ http://www.ganosmile.com/index.php?lay=boardshow&ac=webboard_show&WBntype=1&Category=ganosmilecom&thispage=4&No=1449579

    ตอบลบ
  2. เห็ดหลินจือสามารถช่วยยับยั้งการแพร่กระจายของมะเร็งได้ทุกชนิด เนื่องจากเห็ดหลินจือมีออกซิเจนปริมาณสูง สารออร์แกนิค เยอรมาเนี่ยม จะช่วยไปรักษาสมดุลรอบๆเซลล์มะเร็ง ช่วยให้เซลล์เหี่ยวหรืออย่างน้อยที่สุดก็ไม่ลามไปยังอวัยวะอื่น หากผู้ป่วยจำเป็นต้องไปฉายแสงหรือเคมีบำบัดอย่างน้อยที่สุดเห็ดหลินจือก็ยังลดอาการข้างเคียงที่จะเกิดขึ้น เช่น ผมไม่ร่วง เม็ดเลือดไม่แตกง่าย ถ้ากรณีที่ผู้ป่วยปวด เห็ดหลินจือก็จะไปลดความเจ็บปวดลงได้ กรณีมะเร็งกระดูก ผมแนะนำให้รับประทานเห็ดหลินจือปริมาณสูงหน่อยนะครับ เพราะกลัวจะไม่เพียงพอกับการกระจาย

    ราก 4 ดอก 2 สกาโน 2 ส้มแขก 3 เช้า เที่ยง เย็น ก่อนอาหาร ชาชงดื่มตลอด เป็นไปได้อย่างให้ดื่มน้ำด่าง นาโนแคลด้วย เนื่องจากผู้ป่วยมะเร็งส่วนใหญ่เลือดจะเป็นกรด การได้น้ำด่างมาสะเทิ้นกรดจะทำให้อาการของผู้ป่วยดีเร็วขึ้นนะครับ ถ้าผู้ป่วยมีอาการเหนื่อยเพลียจากภาวะโรคสามารถทานรากกับช็อกโกแลตได้ตลอดเวลานะครับ
    ที่มา http://www.ganosmile.com/index.php?lay=show&ac=webboard&WBntype=1&Category=ganosmilecom&sort=123&sorttype=&thispage=4

    ตอบลบ