9.4.58

เมื่อยาปฏิชีวนะกำลังแพ้เชื้อโรค เห็ดหลินจือ ช่วยร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน

เมื่อยาปฏิชีวนะกำลังเสียแชมป์ให้เชื้อโรค
(โลกเข้าสู่ยุคมืด )
 เห็ดหลินจือ ช่วยร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน
รวบรวมเรียบเรียงโดย ปิ่นโต

    ลองอ่านข่าวจากบีบีซีไทย นี้ดูครับ ยาปฏิชีวนะที่เคยเป็นพระเอกคอยช่วยร่างกาย เคียงข้าง ภูมิคุ้ม กันเราตลอด กำลังเสียแชมป์ให้กับเชื่อโรคที่เป็นผู้ร้าย
    เมื่อไม่มีพระเอก อะไรจะเกิดขึ้น และนี้คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นครับ

ยาปฎิชีวนะ
      อังกฤษเตือนเชื้อดื้อ  ยา
ปฏิชีวนะระบาดอาจคร่าชีวิตผู้คน 80,000 คนในอนาคต
       หน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยว
กับความเสี่ยงด้านพลเรือนในรัฐบาลอังกฤษ เปิดเผยเอกสารที่ระบุว่า หากเกิดการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ของเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะในกระแสเลือด จะทำให้มีผู้ติดเชื้อราว 200,000 คน ซึ่งอาจทำให้ผู้ติดเชื้อ 2 ใน 5 หรือราว 80,000 คนเสียชีวิตได้

       รายงานระบุอีกว่า การติดเชื้อดื้อยาชนิดอื่น ๆ อาจทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็น
จำนวนมาก ซึ่งความเสี่ยงการติดเชื้อประเภทนี้ทำให้ยาส่วนใหญ่ที่ใช้ในปัจจุบันไม่ปลอดภัย และไม่สามารถใช้รักษาผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคาดว่าปัญหาการติดเชื้อที่มีโรคแทรกซ้อนจากการดื้อยาต้านจุลชีพนั้นอาจเพิ่มขึ้นอย่างมากในอีก 20 ปีข้างหน้า

     ดังนั้นหากไม่มียาปฏิชีวนะที่มีประสิทธิภาพก็อาจส่งผลให้แม้การผ่าตัดเล็ก หรือการผ่าตัดวิธีปกติอาจกลายเป็นกระบวนการที่มีความเสี่ยงสูงอันจะนำไปสู่การเจ็บป่วยที่ยาวนานขึ้น และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร นอกจากนี้ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงในการรักษาแบบอื่น ๆ เช่น การปลูกถ่ายอวัยวะ การผ่าตัดลำไส้ และการรักษาโรคมะเร็งบางชนิ

   รายงานระบุว่า ขณะนี้รัฐบาลอังกฤษเป็นแกนนำในการทำงานร่วมกับนานาชาติเพื่อแก้ปัญหาระดับโลกนี้ โดยนายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน เคยเตือนก่อนหน้านี้ว่าโลกอาจกลับเข้าสู่ยุคมืดทางการแพทย์อีกครั้ง หากยังไม่จัดการกับภัยจากการดื้อยาปฏิชีวนะ ในขณะเดียวกันหัวหน้าแพทย์อังกฤษระบุว่าปัญหานี้เป็นระเบิดเวลา

      การใช้ยาปฏิชีวนะในอังกฤษเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก ทำให้ล่าสุดสถาบันเพื่อความเป็นเลิศด้านสุขภาพและการแพทย์แห่งชาติอังกฤษได้เรียกร้องให้บรรดาแพทย์คอยสอดส่องแพทย์คนอื่นที่สั่งจ่ายยาปฏิชีวนะให้คนไข้มากเกินไป
    
    แสดงว่า ยาปฏิชีวนะที่เคยเป็นพระเอก เป็นอาวุธร้ายทำลายเชื้อโรคที่เป็นศัตรู กำลังหมดบทบาทพระเอก แถมกำลังลังกลับมาทำร้ายร่างกาย เท่านั้นไม่พอมันกำลังไปกระตุ้นให้ฝ่ายศัตรูก้าวร้าวหนัก
    เคยเป็นยาวิเศษ แต่ยาวิเศษกำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ในการรักษาผู้ป่วยไปแล้ว
     ถึงแม้จะมีการพัฒนายาใหม่ที่จะไม่ก่อให้เชื้อดื้อยากว่าเดิม
     แต่ช้าไปแล้ว เพราะเชื้อต่างๆดูเหมือนว่าจะพัฒนากลไกต่อต้านได้เร็วกว่า
     เมื่อยาปฏิชีวนะกำลังสูญเสียสมรรถภาพในการบำบัดโรคแล้ว
     ก็เป็นหน้าที่ของร่างกายที่จะต้องสร้าง และเพิ่มพูนภูมิต้านทานโรคเองไม่ว่าร่างกายจะถูกคุกคามจากเชื้อโรคภายนอกเพียงใด ร่างกายก็สู้ได้ 
     และก็เป็นหน้าที่ของพวกเราที่เป็นผู้ครอบครองร่างกาย จะต้องช่วย ถ้าเราได้ศึกษาเรื่องสมุนไพร มีสารธรรมชาติหลายชนิดที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย
     เห็ดหลินจือ เป็นหนึ่งในนั้น ซึ่งคุณหมอ นายแพทย์ สุรพล รักปทุม และ นายแพทย์ชวลิต สันติกิจรุ่งเรือง  กล่าวไว้ว่า
 
     ภูมิคุ้มกันโรคในร่างกาย เป็นสิ่งที่ติดตัวมาตามธรรมชาติ เป็นกลไกในการป้องกันตนเองที่จะกำจัดเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมที่อาจทำ อันตรายต่อเนื้อเยื่อต่างๆ ระบบภูมิคุ้มกันที่มีอยู่ยังสามารถมีหน่วยความจำที่จะหลั่งสารแอนตี้บอดี้ หรือสร้างเซลล์ที่ทำหน้าที่จับกินเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมตัวเดิมบางชนิด ที่เข้ามารุกรานซ้ำได้ทันทีอวัยวะและเนื้อเยื่อที่เกี่ยวข้องกับการสร้าง ภูมิคุ้มกันได้แก่ไขกระดูกต่อมธัยมัส ตับ ม้าม ต่อมน้ำเหลือง และเซลล์เม็ดเลือดขาวทุกชนิด นอกจากนี้ยังมีสารประกอบที่เป็นของเหลวอีกหลายอย่าง ที่สร้างขึ้นมาเพื่อส่งเสริมการทำงานของระบบภูมคุ้มกันให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เช่นสารอินมูโนโกลบูลินซึ่งเป็นแอนตี้บอดี้ในการต่อต้านเชื่อโรคและสิ่งแปลก ปลอม สารคอมพลีเมนท์ สารโมโนไคน์-ลิมโพไคน์ หรือที่เรียกว่าอินเตอร์ลิวคิน 1-3 และอื่นๆ หน้าที่สำคัญไดยรวมของระบบภูมิคุ้มกันนอกจากจะกำจัดผู้รุกรานโดยตรงจากภาย นอกแล้ว ยังคอยกำจัดเซลล์ของร่ายกายที่มีอายุมากหรือใช้งานไม่ได้รวมทั้งเซลล์ที่ผิด ปกติอย่างเซลล์มะเร็งเป็นต้น
      
กาโน มุกดาหาร
ยาเห็ดหลินจือ กาโน
สารออกฤทธิ์ในเห็ดหลินจือมีมากมาย หลายกลุ่มหลายชนิด แต่จากการวิเคราะห์โครงสร้างทางเคมีและการทดสอบสรรพคุณทางเภสัชวิทยาพบว่า สารประกอบประเภท พอลิเซ็กคาไรด์ หลายตัว มีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันโรคมากที่สุด คุณสมบัติของ พอลีแซ็กคาไรด์ไม่ได้เป็นตัวภูมิต้านทานโดยตรงแต่เป็นตัวกระตุ้นหรือช่วยส่ง เสริมการทำงานของอวัยวะและเนื้อเยื่อที่ทำหน้าที่ในการคุ้มกันโรค และผลรวมของพอลีแซ็กคาไรด์ทุกตัว ที่จะเสริมฤทธิ์ซึ่งกันและกัน ช่วยเพิ่มอัตราการดูซึมของสารออกฤทธิ์ในลำไส้ และช่วยยับยั้งพิษของพอลิแซ็กคาไรด์บางตัว เท่ากับเป็นการสร้างสมดุลย์ได้ภายในตัวของมันเอง การแยกสารออกฤทธิ์หลักในเห็ดหลินจือออกมาเพียงตัวใดตัวหนึ่งเพื่อให้ผลเฉพาะ อย่างตามต้องการจึงไม่สามารถหวังผลในการรักษาได้ดีเท่ากับใช้ส่วนประกอบทั้ง หมดของเห็ดรวมกัน


                               การทำงานของภูมิคุ้มกัน
 
     การเพิ่มภูมิคุ้มกันโรคเป็นที่สนใจของนักวิทยาศาสตร์มานานเพราะมีบทบาทสำคัญ ที่สุดในการต่อต้านเชื้อไวรัส และการต่อต้านโรคมะเร็งซึ่งยังคงเป็นปัญหาซับซ้อนสำหรับการแพทย์แผนตะวันตก มีคำถามว่าแล้วเห็ดหลินจือมีคุณสมบัติอย่างไรในการเพิ่มภูมคุ้มกันโรค จะใช้ในการเพิ่มภูมิคุมกันโรคได้จริงหรือไม่ ถ้าได้กลไกการออกฤทธิ์เป็นอย่างไร ครั้นจะไม่เชื่อก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเหตุใดเห็ดหลินจือจึงมีผู้นิยมใช้กันมา นานมากกว่าสองพันปีและยังมีผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งและโรคอื่นๆ จำนวนมากมีอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดทั้งที่โรคเหล่านั้นก็ยังไม่มียาอื่นๆ ใดบำบัดได้ และผู้บริโภคที่ไม่มีอาการเจ็บป่วยหลายคน ก็ยืนยันว่าเห็ดหลินจือทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ขึ้นตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศจีนในฐานะของต้นตำรับการรักษาโรคด้วยเห็ดหลินจือ และญี่ปุ่นผู้ริเริ่มบุกเบิกงานวิจัยเห็ดหลินจือที่เป็นวิทยาศาสตร์ จึ่งมีโครงการความร่วมมือในการวิจัยผลของเห็ดหลินจือ ต่อการเพิ่มภูมิคุ้มกันโรคมีการศึกษาถึงผลที่มีต่อการเพิ่มขึ้นของเม็ดเลือด ขาว การสร้างแอนตี้บอดี้การต่อต้านสารแพ้ อิทธิพลในการกดปฎิกิริยาภูมิค้มกัน ขบวนการเก็บกินสิ่งแปลกปลอม และเซลล์ที่ผิดปกติ การช่วยสร้างสารอินเตอร์ลิวคิน การช่วยเพิ่มปัจจัยในการย่อยสลายเซลล์มะเร็ง และต่อการปลูกถ่ายอวัยวะ การป้องกันพิษต่อตับและผลต่อขบวนการสร้างเม็ดเลือดแดง       

       แม้ว่าจะได้ข้อสรุปที่แสดงว่าเห็ดหลินจือมีส่วนช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันโรคได้ จนสามารถแก้ปัญหาให้กับผู้ป่วยเรื้องรังหรือโรคที่หายยากบางอย่างได้หลายราย แต่การศึกษาในรายละเอียดเป็นไป     ด้วยความยากลำบากเพราะมีสารประกอบในเห็ดหลินจือ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเพิ่มภูมิคุ้มกันโรคอยู่มากมายหลายชนิด คงจะต้องใช้เวลาในการไขข้อข้องใจอีกนานพอสมควร ในยุคที่มีความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ความเชื่อถือที่มีต่อเห็ดศักดิ์สิทธิ์คงไม่ใช่ความงมงายอีกต่อไป และก็คงไม่ใช่เจ้าหน้าที่เฉพาะของแพทย์และนักวิจัยชาวจีน ชาวญี่ปุ่น เกาหลีหรือจำกัดอยู่เพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้น เห็ดหลินจือรวมทั้งสมุนไพรอื่นๆ ที่มีคุณค่าน่าจะเป็นสมบัติของชาวโลกทุกคนที่จะต้องร่วมมือกันค้นคว้าในราย ละเอียดเพื่อพัฒนาความรู้ ความสามารถให้ได้สิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุดแก่มวลมนุษย์ชาติต่อไป
     เราต้องเตรียมพร้อมแล้วละครับ ไม่มีเวลาแล้ว ศึกครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก อย่าปล่อยให้เชื้อโรคได้ฉลองแชมป์เลย 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น